“OK Mindset” ในวันที่โลกโซเชียลไม่โอเค

เมื่อวันก่อนเราทวีตอะไรบางอย่างไปตามประสาคนทำงานศิลปะ (ซึ่งก็แค่ชื่นชมในสิ่งที่เห็นน่ะนะ) แต่กลับกลายเป็นว่ามีประเด็นยาวเหยียดที่ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "พฤติกรรมคนออนไลน์" เราเลยอยากมาชวนคุยเรื่อง “OK Mindset” ท่ามกลางเสียงด่าที่ดูจะไม่โอเคเอาซะเลย

สำหรับเรา “OK Mindset” คือการอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องแบกความ "สมบูรณ์แบบ" ไว้บนบ่า บอกตัวเองว่า “เฮ้ย ทำไปเถอะ แค่ให้มันออกมาโอเคก็พอ” แล้วความมหัศจรรย์จะเกิด เพราะเมื่อใจเราเบา ความเป็นธรรมชาติจะทำงานจนผลลัพธ์ออกมา Perfect เองโดยที่เราไม่ต้องพยายามจนเครียด

แต่ในขณะที่เราพยายามแชร์ Mindset ที่เป็นบวก เรากลับได้เจอกับพลังงานอีกแบบ... คือคนที่พร้อมจะเข้ามาด่ากันรุนแรงทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน เราเลยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่?

ทำไมคนถึงกล้าด่ากันขนาดนี้?

เท่าที่เราสังเกตและตกตะกอนได้ มันมีอยู่ 5 สาเหตุหลักๆ :

- เราไม่เห็นหน้ากัน: พอซ่อนตัวอยู่หลังหน้าจอ (Online Disinhibition) ความเกรงใจก็น้อยลง คนเรากล้าทำในสิ่งที่ชีวิตจริงไม่กล้าทำ

- มองข้ามความเป็นคน: เราเห็นคู่กรณีเป็นแค่ "ตัวอักษร" หรือ "รูปโปรไฟล์" (Dehumanization) จนลืมไปว่าอีกฝ่ายมีตัวตนและมีความรู้สึก

- การแบ่งพรรคแบ่งพวก: พอใครมีความเห็นต่างจากความเชื่อของกลุ่มเรา เราจะมองเขาเป็น "ศัตรู" ทันที (Tribalism)

- สนามระบายอารมณ์: ใช้โลกออนไลน์ระบายความโกรธแค้นจากชีวิตส่วนตัว (Displaced Aggression) เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจ

- อยากเป็นผู้ชนะ: เถียงกันเพื่อ "ยอด Like" หรือความสะใจ มากกว่าหาข้อเท็จจริง

ฟางเส้นสุดท้าย... ที่เรามองไม่เห็น

แต่สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวที่สุด และเราอยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิดก่อนจะพิมพ์คำด่าออกมา คือเราไม่มีทางรู้เลยว่า "คนปลายทางเขากำลังเจอกับอะไรอยู่"

บางคนที่เขากำลังเหนื่อยกับชีวิต กำลังสู้กับปัญหาที่ถาโถม หรือแอบร้องไห้คนเดียวในห้องที่มืดมิด ข้อความด่าทอที่รุนแรงอย่างไร้เหตุผลของคุณ มันอาจจะไม่ใช่แค่ความเห็นต่าง แต่มันอาจกลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" (The Last Straw) ที่ปลิดชีวิตหรือทำลายจิตใจของเขาจนเกินจะเยียวยา

การที่เราไม่รู้จักกัน ไม่ได้แปลว่าเรามีสิทธิ์จะพรากพลังใจไปจากใครก็ได้เพียงเพราะความสะใจชั่วคราว

บทเรียนครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจว่า เมื่อเรามีตัวตนชัดเจน เราก็มักจะเป็นเป้าได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังยึดถือคือ OK Mindset ของเรา ใครจะไม่โอเคกับเราก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยที่สุด ขอให้เราใจดีต่อกันบ้างในฐานะเพื่อนมนุษย์ เพราะคำพูดที่คุณมองว่า "นิดเดียว" สำหรับบางคนมันอาจคือ "ทั้งหมดของชีวิต" ที่เขามีอยู่ก็ได้

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Previous
Previous

“หนังอาร์ต” ที่เอาแต่ใจคนทำ… แต่ไม่แคร์คนดู…

Next
Next

เมื่อภาษากาย "ตะโกน" ดังกว่านโยบาย: วิเคราะห์ "ท่าทีผู้นำ" ผ่านเลนส์คนทำหนัง