Crazy Rich Asians: หนังที่รวยมากแต่ไม่กล้าพูดเรื่องเงิน
ก่อนจะพูดตรง ๆ ว่าทำไมเรารู้สึกว่า Crazy Rich Asians เป็นหนังที่ว่างเปล่ามาก
เราต้องยอมรับก่อนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบหนังโรแมนติกคอเมดี้ธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง เพราะตอนที่หนังออกฉายในปี 2018 มันถูกพูดถึงในฐานะ “เหตุการณ์สำคัญ” ของฮอลลีวูด ไม่ใช่แค่หนังรักดูสนุก แต่มันคือหนังสตูดิโอใหญ่ที่มีนักแสดงเอเชียเป็นศูนย์กลางของเรื่องแทบทั้งหมด เป็นหนังที่ทำให้คนเอเชียจำนวนมากรู้สึกว่า ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นตัวเองอยู่บนจอใหญ่ในแบบที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นตัวตลก ไม่ได้เป็นเพื่อนพระเอก ไม่ได้เป็นคนใช้ ไม่ได้เป็นแค่ตัวละครข้าง ๆ ที่มีไว้เพื่อเติมสีสันให้คนขาว แต่เป็นตัวละครหลัก เป็นคนที่มีความรัก มีครอบครัว มีชีวิต มีความหรูหรา มีเสน่ห์ และมีโลกของตัวเอง
หนังเรื่องนี้กำกับโดย Jon M. Chu นำแสดงโดย Constance Wu ในบท Rachel Chu, Henry Golding ในบท Nick Young, Michelle Yeoh ในบท Eleanor Young, Gemma Chan ในบท Astrid Leong, Awkwafina ในบท Peik Lin, Lisa Lu ในบทคุณย่า Ah Ma และ Ken Jeong ในบทพ่อของ Peik Lin ตัวหนังเล่าเรื่องของ Rachel Chu อาจารย์เศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนจากนิวยอร์ก ที่กำลังคบกับ Nick Young ผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นแฟนหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่ง วันหนึ่ง Nick ชวนเธอไปสิงคโปร์เพื่อไปร่วมงานแต่งเพื่อน และถือโอกาสพาเธอไปเจอครอบครัวของเขา แต่สิ่งที่ Rachel ไม่รู้คือ Nick ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาเลย เขาเป็นทายาทของหนึ่งในครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และครอบครัวของเขาไม่ได้แค่รวย แต่รวยแบบอยู่คนละโลกกับคนธรรมดา
จากพล็อตแค่นี้ ความคาดหวังของเราที่มีต่อหนังมันสูงมากโดยธรรมชาติ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงคนหนึ่งไปเจอแม่แฟนแล้วแม่แฟนไม่ชอบ ถ้าหนังเลือกจะขุดให้ลึกกว่านั้น มันสามารถเป็นหนังที่พูดถึงเงิน ชนชั้น ครอบครัว วัฒนธรรม ความเป็นจีน ความเป็นเอเชียน-อเมริกัน และคำถามสำคัญว่า ความรักจะอยู่รอดได้ไหมเมื่อมันต้องเข้าไปอยู่ในระบบครอบครัวที่เต็มไปด้วยอำนาจ เงินเก่า ชื่อเสียง และความคาดหวังจากคนรอบข้าง หนังมีวัตถุดิบดีมากจริง ๆ Rachel ไม่ใช่แค่แฟนสาวของ Nick แต่เธอคือคนนอกที่ถูกพาเข้าไปในโลกปิดของคนรวยระดับมหาเศรษฐี Nick ไม่ใช่แค่พระเอกหล่อรวย แต่เขาคือผู้ชายที่ชีวิตส่วนตัวถูกผูกไว้กับครอบครัวและหน้าที่ Eleanor ไม่ใช่แค่แม่แฟนใจร้าย แต่เธอคือผู้หญิงที่ผ่านโลกมาเยอะ ผ่านการถูกดูถูก ผ่านการต่อสู้เพื่อรักษาสถานะของครอบครัว และ Astrid ก็ไม่ใช่แค่ผู้หญิงรวยสวยที่สามีนอกใจ แต่เธอคือคนที่ดูเหมือนมีทุกอย่าง แต่ข้างในอาจโดดเดี่ยวและเจ็บปวดมากกว่าที่คนอื่นเห็น
แต่พอได้ดูจริง ๆ สิ่งที่รู้สึกคือ หนังเรื่องนี้เหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ถูกจัดใส่จานทองคำ ทุกอย่างดูแพง ดูสวย ดูมีรสนิยม ดูเหมือนมีความสำคัญ แต่พอกินเข้าไปแล้ว มันไม่ได้หล่อเลี้ยงอะไรในหัวใจหรือความคิดเลย มันอร่อยในคำแรก มันให้ความรู้สึกสนุกในตอนดู มันมีสีสัน มีจังหวะ มีฉากหรู มีงานแต่งอลังการ มีคนสวยคนหล่อ มีมุกตลก มีฉากดราม่าที่เหมือนจะกินใจ แต่พอดูจบแล้วกลับรู้สึกว่างเปล่า เหมือนกินแม็คโดนัลด์แล้วขับทิ้ง แล้วก็กลับไปกินซ้ำอีก แล้วก็ขับทิ้งอีก มันวนอยู่แค่นั้น มันไม่ได้ทำให้เราตกผลึกอะไรเลย ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเราเข้าใจความรักมากขึ้น เข้าใจครอบครัวมากขึ้น เข้าใจเงินมากขึ้น หรือเข้าใจความเป็นเอเชียในโลกทุนนิยมมากขึ้น มันแค่ทำให้เรารู้ว่า คนพวกนี้รวยมาก แล้วก็จบ
ฉากเปิดของหนังคือฉากที่ดีที่สุด และน่าเสียดายที่สุดในเวลาเดียวกัน เพราะมันเหมือนหนังเปิดประตูไปสู่ประเด็นที่ใหญ่มาก Eleanor Young พาครอบครัวเข้าไปในโรงแรมหรูในอังกฤษ แต่กลับถูกพนักงานต้อนรับเหยียดและปฏิเสธ ทั้งที่พวกเธอจองห้องไว้แล้ว พนักงานพูดจาดูถูกและแนะนำให้พวกเธอไปพักแถวไชน่าทาวน์ ฉากนี้มันแรงมาก เพราะมันไม่ได้พูดแค่เรื่องคนรวยถูกปฏิเสธ แต่มันพูดถึงคนเอเชียที่ต่อให้มีเงิน ต่อให้แต่งตัวดี ต่อให้ทำทุกอย่างถูกต้อง ก็ยังถูกมองว่าไม่คู่ควรกับพื้นที่ของชนชั้นสูงตะวันตก พวกเขาไม่ถูกมองว่าเป็นแขกของโรงแรม แต่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เป็นคนที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น
แล้ว Eleanor ก็ออกไปโทรศัพท์ ก่อนจะกลับมาพร้อมความจริงว่าเธอเพิ่งซื้อโรงแรมทั้งแห่ง ฉากนี้สะใจมาก เพราะมันแตะความรู้สึกของคนที่เคยถูกดูถูก คนที่เคยถูกบอกว่า “เธอไม่ควรอยู่ตรงนี้” แล้ววันหนึ่งกลับมาพร้อมอำนาจที่ใหญ่กว่าคำดูถูกเหล่านั้น แต่ความน่าสนใจของฉากนี้ไม่ได้อยู่แค่ความสะใจ มันอยู่ที่คำถามที่หนังเหมือนจะโยนใส่คนดูว่า เงินซื้อศักดิ์ศรีได้ไหม? เงินช่วยให้คนที่ถูกเหยียดได้รับการยอมรับได้จริงหรือเปล่า? ถ้าคนเอเชียมีเงินมากพอ เขาจะถูกโลกตะวันตกยอมรับไหม? และการเอาชนะการเหยียดด้วยการซื้อระบบที่เคยเหยียดเรา มันคือชัยชนะจริง ๆ หรือเป็นแค่การเข้าไปเล่นเกมเดิมในฐานะผู้ชนะคนใหม่?
นี่คือคำถามที่ทรงพลังมาก แต่หนังไม่ไปต่อ และนี่คือปัญหาใหญ่ของ Crazy Rich Asians มันเริ่มต้นด้วยฉากที่เหมือนจะพูดเรื่องเชื้อชาติ ชนชั้น เงิน อำนาจ และทุนนิยม แต่หลังจากนั้นมันถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า กลายเป็นหนังรักที่เต็มไปด้วยความหรูหรา แต่ไม่กล้าแตะความหมายของความหรูหรานั้นจริง ๆ ชื่อหนังคือ Crazy Rich Asians แต่หนังแทบไม่เคยถามว่า “rich” ในเรื่องนี้หมายถึงอะไร ความรวยของครอบครัว Young ทำอะไรกับคนรอบตัวบ้าง? เงินทำให้พวกเขามีอำนาจเหนือใครบ้าง? เงินทำให้ความรักของ Nick กับ Rachel ยากขึ้นอย่างไร? เงินทำให้ Eleanor กลัวอะไร? เงินทำให้ Astrid โดดเดี่ยวอย่างไร? หนังแทบไม่ถามคำถามพวกนี้เลย
ความรวยในหนังจึงกลายเป็นของตกแต่งมากกว่าจะเป็นแก่นของเรื่อง เราเห็นคฤหาสน์ เห็นเครื่องบินส่วนตัว เห็นชุดราคาแพง เห็นงานปาร์ตี้ เห็นอาหารหรู เห็นงานแต่งที่อลังการเหมือนเทพนิยาย แต่สิ่งเหล่านี้แทบไม่ได้สร้างความหมายอะไรนอกจากความรู้สึกว่า “ว้าว แพงจัง” ถ้าเทียบกับ Parasite ของ Bong Joon-ho จะเห็นความต่างชัดมาก Parasite ก็มีบ้านคนรวยเหมือนกัน แต่บ้านในเรื่องนั้นไม่ใช่แค่บ้านสวย มันคือภาพแทนของชนชั้น คนรวยอยู่บนเนิน อยู่กับแสงแดด อยู่กับอากาศสะอาด ส่วนคนจนอยู่ใต้ดิน อยู่กับน้ำท่วม อยู่กับกลิ่นที่ล้างไม่ออก ทุกพื้นที่ในหนังมีความหมาย แต่ใน Crazy Rich Asians ความรวยส่วนใหญ่เหมือนถูกใช้เพื่อสร้างความตื่นตา ไม่ใช่เพื่อให้เราคิด
Rachel Chu ควรจะเป็นสายตาของคนดู เธอเป็นคนธรรมดาที่ถูกพาเข้าไปในโลกของครอบครัวมหาเศรษฐี เธอควรเป็นคนที่ทำให้เราตั้งคำถามกับโลกนั้น แต่หลายครั้ง Rachel กลับถูกเขียนให้ทำได้แค่ตกใจว่า “พวกคุณรวยมาก” แล้วก็พยายามเอาชนะใจแม่แฟน ความจริงแล้วสถานการณ์ของ Rachel ควรจะซับซ้อนกว่านั้นมาก เธอไม่ได้แค่ไปเจอครอบครัวแฟน เธอกำลังจะเข้าไปอยู่ในระบบครอบครัวที่มีอำนาจ มีหน้าตา มีธุรกิจ มีประวัติศาสตร์ และมีความคาดหวังที่หนักมาก คำถามที่หนังควรพาเราไปเจอคือ ถ้า Rachel แต่งงานกับ Nick เธอจะยังเป็นตัวเองได้ไหม? เธอจะต้องเสียอิสระแค่ไหน? เธอจะต้องย้ายชีวิตจากนิวยอร์กไปสิงคโปร์หรือเปล่า? งานของเธอ ความฝันของเธอ ความเป็นตัวเองของเธอจะอยู่ตรงไหนในครอบครัวนี้? และ Nick พร้อมจะเลือกเธอจริง ๆ หรือแค่หวังว่าทุกฝ่ายจะปรับตัวเข้าหากันได้เอง?
หนังมีการใบ้เรื่องนี้นิดหนึ่ง ตอนที่พูดถึงว่า Nick อาจต้องกลับสิงคโปร์เพื่อรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว นี่เป็นประเด็นใหญ่มาก เพราะมันเกี่ยวกับอนาคตของคู่รักโดยตรง Rachel มีชีวิต มีงาน มีตัวตนอยู่ที่นิวยอร์ก ส่วน Nick มีครอบครัวและหน้าที่รออยู่ที่สิงคโปร์ ถ้าหนังพัฒนาประเด็นนี้ต่อ มันจะทำให้ความรักของทั้งคู่มีน้ำหนักขึ้นมาก แต่หนังกลับแทบไม่ทำอะไรกับมัน เหมือนแตะแล้วปล่อย ปล่อยให้เรื่องกลับไปอยู่ที่ว่า Eleanor จะยอมรับ Rachel หรือไม่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วปัญหาของความรักคู่นี้ควรใหญ่กว่าการได้รับไฟเขียวจากแม่แฟน
ถ้าเทียบกับ The Devil Wears Prada หนังเรื่องนั้นก็เป็นหนังที่ดูง่าย สนุก และเต็มไปด้วยแฟชั่นสวย ๆ เหมือนกัน แต่โลกหรูหราในหนังเรื่องนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ตัวละครของ Anne Hathaway ค่อย ๆ เปลี่ยนไป เธอได้เสื้อผ้าสวยขึ้น ดูดีขึ้น เข้าสังคมเก่งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็ค่อย ๆ ห่างจากตัวเอง ห่างจากความสัมพันธ์เดิม และต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เธอกำลังได้มานั้นคุ้มกับสิ่งที่เธอกำลังเสียไปไหม นี่คือสิ่งที่ Crazy Rich Asians ควรมี Rachel ควรรู้สึกถูกดึงดูดและถูกคุกคามจากโลกของ Nick ในเวลาเดียวกัน แต่หนังกลับทำให้โลกนั้นเหมือนสวนสนุกหรู ๆ ที่เธอแค่ต้องรอดจากด่านแม่แฟนให้ได้
Eleanor Young เป็นตัวละครที่มีศักยภาพมากที่สุดในเรื่อง และ Michelle Yeoh ก็แสดงได้ดีมาก เธอมีสายตา น้ำเสียง และพลังที่ทำให้ Eleanor ดูน่ากลัวโดยไม่ต้องตะโกน แต่ปัญหาคือบทไม่ได้ขุดตัวละครนี้ลึกพอ ฉากเปิดทำให้เราเห็นว่า Eleanor เคยถูกเหยียด เคยถูกทำให้รู้สึกว่าเธอไม่คู่ควรกับพื้นที่บางอย่าง นี่ควรจะเป็นรากสำคัญของตัวละคร เธออาจเป็นคนที่เชื่อว่าครอบครัวต้องแข็งแรง ต้องมีสถานะ ต้องควบคุมภาพลักษณ์ เพราะเธอรู้ว่าถ้าอ่อนแอเมื่อไหร่ โลกภายนอกพร้อมจะดูถูกทันที ถ้าหนังไปทางนี้ Eleanor จะไม่ใช่แค่แม่แฟนใจร้าย แต่จะเป็นผู้หญิงที่ถูกหล่อหลอมจากความกลัว ความเจ็บปวด และการเอาตัวรอด
แต่ในหนัง Eleanor กลายเป็นตัวแทนของแม่แฟนเข้มงวดที่มองว่า Rachel ไม่เหมาะกับ Nick เพราะ Rachel ไม่จีนพอ ไม่เข้าใจครอบครัว ไม่เข้าใจหน้าที่ ไม่เข้าใจการเสียสละ ประเด็นนี้น่าสนใจนะ เพราะ Rachel เป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน เธออยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก เธออาจถูกคนอเมริกันมองว่าเป็นเอเชีย แต่พอมาอยู่กับครอบครัวจีนในสิงคโปร์ เธอกลับถูกมองว่าไม่จีนพอ ตรงนี้เจ็บและจริงมากสำหรับคนพลัดถิ่นจำนวนมาก แต่หนังพูดมันแบบง่ายเกินไป มันย้ำว่า Rachel ไม่ใช่ “คนพวกเรา” แต่ไม่ได้ถามลึกพอว่า แล้วใครมีสิทธิ์กำหนดคำว่า “พวกเรา”? ความเป็นจีนวัดจากอะไร? วัดจากการเกิดที่ไหน? วัดจากภาษาที่พูด? วัดจากการยอมเสียสละชีวิตส่วนตัวให้ครอบครัว? หรือวัดจากการยอมอยู่ในระบบอำนาจที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้?
ถ้าเทียบกับ The Farewell ของ Lulu Wang จะเห็นชัดว่าเรื่องความเป็นจีน ความเป็นอเมริกัน และความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมสามารถเล่าได้ลึกกว่านี้มาก The Farewell ไม่ได้มีบ้านหรู งานแต่งแพง หรือเครื่องบินส่วนตัว แต่หนังทำให้เราเข้าใจความเจ็บของคนที่อยู่ระหว่างสองวัฒนธรรมจริง ๆ มันทำให้เราเห็นว่าความรักในครอบครัวอาจแสดงออกผ่านการโกหก การปิดบัง การเสียสละ และการควบคุมได้อย่างไร เราอาจไม่เห็นด้วยกับตัวละคร แต่เราเข้าใจว่าพวกเขามาจากไหน ในขณะที่ Crazy Rich Asians มีประเด็นคล้ายกันอยู่ในมือ แต่เหมือนเอามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างดราม่า มากกว่าจะขุดให้เห็นความซับซ้อนจริง ๆ
อีกเส้นเรื่องที่น่าเสียดายมากคือ Astrid Leong ที่รับบทโดย Gemma Chan เธอเป็นผู้หญิงที่สวย รวย เพียบพร้อม และดูเหมือนมีทุกอย่าง แต่ชีวิตแต่งงานของเธอกับ Michael กำลังพัง เพราะ Michael รู้สึกด้อยกว่าเธอและนอกใจเธอ พล็อตนี้ควรเจ็บมาก เพราะมันพูดถึงผู้หญิงที่ต้องทำตัวเล็กลงเพื่อไม่ให้ผู้ชายรู้สึกเล็ก มันพูดถึงความสัมพันธ์ที่ความไม่เท่าเทียมทางเงินและสถานะค่อย ๆ ทำลายความรัก มันพูดถึงคนที่ดูสมบูรณ์แบบจากภายนอก แต่ข้างในอาจต้องคอยซ่อนตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้
แต่หนังทำให้มันง่ายเกินไป Michael กลายเป็นแค่ผู้ชายแย่ ๆ ที่รับไม่ได้ว่าเมียรวยกว่า ส่วน Astrid ได้ฉากปลดแอกแบบสวย ๆ ใส่ต่างหูแพง ๆ แล้วเดินออกมาอย่างสง่างาม พร้อมประโยคที่ฟังดูเท่มากว่า เธอไม่จำเป็นต้องทำให้เขารู้สึกเป็นผู้ชาย โมเมนต์นี้ดูดีในฐานะฉากผู้หญิง reclaim power ของตัวเอง แต่มันไม่ค่อยมีน้ำหนักทางความคิด เพราะหนังไม่ได้พาเราเข้าไปเห็นความสัมพันธ์ของพวกเขามากพอ ไม่ได้ทำให้เราเห็นว่าพวกเขาเคยรักกันอย่างไร ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจว่า Michael รู้สึกถูกกลืนโดยโลกของ Astrid อย่างไร และไม่ได้ทำให้เราเห็นว่า Astrid เจ็บแค่ไหนกับการต้องลดแสงของตัวเองเพื่อให้คนที่เธอรักไม่รู้สึกด้อยค่า
ถ้าเทียบกับ Marriage Story เราจะเห็นความต่างชัดมาก หนังเรื่องนั้นไม่ได้มีฉากหรูหรา ไม่ได้มีเครื่องประดับราคาแพง แต่เวลามันพูดถึงความสัมพันธ์ที่พัง เรารู้สึกถึงมนุษย์สองคนจริง ๆ เราเห็นทั้งความรัก ความเห็นแก่ตัว ความเข้าใจผิด ความเจ็บ และความพยายามที่ล้มเหลว เราอาจไม่เห็นด้วยกับทุกการกระทำของตัวละคร แต่เราเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไปถึงจุดนั้น ใน Crazy Rich Asians ความสัมพันธ์ของ Astrid กับ Michael กลับถูกใช้เหมือนทางลัดให้ Astrid ได้มีฉากเท่ ๆ มากกว่าจะเป็นการสำรวจชีวิตแต่งงานที่พังเพราะความไม่เท่ากันจริง ๆ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งเรื่อง Crazy Rich Asians ชอบสร้างโมเมนต์ที่ดูมีพลัง แต่ไม่ค่อยสร้างความหมายที่ลึกพอ Eleanor ซื้อโรงแรมก็ดูสะใจ Rachel เผชิญหน้ากับ Eleanor ก็ดูดี Astrid เดินออกจาก Michael ก็ดูเท่ งานแต่งกลางน้ำก็ดูสวย เพื่อนของ Rachel ก็ตลก Nick ก็หล่อและแสนดี ทุกอย่างถูกจัดวางให้ดูเพลิน ดูแพง ดูเหมือนมีความสำคัญ แต่พอดูจบแล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าหนังพาเราเข้าใจอะไรลึกขึ้นเลย มันเหมือนเราดูโฆษณาน้ำหอมยาวสองชั่วโมง ทุกเฟรมสวย ทุกคนดูดี ทุกอย่างเปล่งประกาย แต่เราไม่แน่ใจว่ามันกำลังพูดอะไรจริง ๆ
นี่ต่างจาก Everything Everywhere All at Once มาก หนังเรื่องนั้นก็เป็นหนังเกี่ยวกับครอบครัวเอเชียเหมือนกัน และมีความบันเทิงจัดมาก ทั้งตลก บ้า แปลก แฟนตาซี และดูเหมือนจะไร้สาระสุด ๆ แต่ข้างในมันมีแก่นที่ชัดมาก มันพูดถึงแม่ลูก ความล้มเหลว ความคาดหวัง ความเหนื่อยของคนอพยพ ความรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่เป็นอย่างที่ฝัน และการเลือกใจดีกับคนที่เรารัก แม้โลกจะไร้สาระแค่ไหน หนังเรื่องนั้นสนุก แต่ก็ทิ้งอะไรไว้ให้เราคิดต่อ ในขณะที่ Crazy Rich Asians สนุกเหมือนกัน แต่หลังจากจบแล้วมันเหมือนเราเดินออกจากห้างหรูพร้อมถุงช้อปปิ้งเต็มมือ แล้วพบว่าข้างในถุงไม่มีอะไรเลย
แน่นอน เราไม่ควรมองข้ามความสำคัญของหนังเรื่องนี้ในแง่ representation สำหรับคนเอเชียจำนวนมาก การได้เห็นนักแสดงเอเชียล้วนในหนังฮอลลีวูดกระแสหลักเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ มันมีความหมายทางใจ มีความหมายทางวัฒนธรรม และอาจทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกว่า “ในที่สุดเราก็ได้อยู่ตรงกลางของเรื่องบ้าง” ความรู้สึกนี้จริง และไม่ควรถูกดูถูก แต่ปัญหาคือ representation ไม่ได้แปลว่าหนังจะลึกโดยอัตโนมัติ การมีคนเอเชียอยู่บนจอไม่ได้ทำให้หนังวิจารณ์เชื้อชาติได้ดีโดยอัตโนมัติ การมีคนเอเชียรวยไม่ได้ทำให้หนังเข้าใจชนชั้นโดยอัตโนมัติ การมีผู้หญิงเดินออกจากความสัมพันธ์แย่ ๆ ไม่ได้ทำให้หนังเข้าใจความเจ็บของผู้หญิงโดยอัตโนมัติ
นี่คือจุดที่เรารู้สึกขัดใจมาก เพราะ Crazy Rich Asians เหมือนอยากให้เราภูมิใจกับภาพที่เห็น มากกว่าจะชวนเราคิดถึงความหมายของภาพนั้น เราเห็นคนเอเชียรวย สวย หล่อ มีอำนาจ อยู่ในพื้นที่หรูหราแบบที่ฮอลลีวูดเคยสงวนไว้ให้คนขาวมานาน โอเค สิ่งนั้นสำคัญ แต่มันพอแล้วจริงไหม? ถ้าเดิมทีความหรูหราเป็นของคนขาว แล้วตอนนี้เราแค่เปลี่ยนให้คนเอเชียเข้าไปอยู่ในระบบความหรูหรานั้น โดยไม่ตั้งคำถามกับระบบเลย นั่นคือการปลดปล่อยจริง ๆ หรือแค่การได้เข้าไปเป็นผู้เล่นอีกคนในเกมเดิม?
ฉากเปิดของโรงแรมจึงน่าสนใจมาก เพราะมันเหมือนสรุปโลกทัศน์ของหนังโดยไม่ตั้งใจ ถ้าคุณเป็นแค่ลูกค้าที่จองห้อง คุณอาจถูกเหยียดและถูกไล่ออกไป แต่ถ้าคุณซื้อโรงแรมทั้งแห่ง คุณจะได้รับการเคารพทันที คำถามคือ นี่คือชัยชนะหรือโศกนาฏกรรม? เพราะถ้าศักดิ์ศรีของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อ แปลว่าระบบไม่ได้เปลี่ยนเลย คนที่มีเงินมากพอแค่ซื้อทางเข้าไปในระบบได้ ส่วนคนที่ไม่มีเงินก็ยังถูกทิ้งไว้ข้างนอกเหมือนเดิม แต่หนังไม่อยากให้เราคิดนานขนาดนั้น มันให้เราสะใจ แล้วพาเราไปดูความรวยต่อ
สำหรับเรา นี่คือเหตุผลที่หนังมันว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะมันไม่มีประเด็น แต่เพราะมันมีประเด็นเยอะมากแล้วไม่ยอมตกผลึกกับอะไรเลย มันแตะเรื่องเชื้อชาติ แต่ไม่พูดเรื่องเชื้อชาติให้สุด มันแตะเรื่องชนชั้น แต่ไม่กล้าทำให้ชนชั้นเป็นความขัดแย้งจริง มันแตะเรื่องเงิน แต่ใช้เงินเป็นแค่ฉากสวย ๆ มันแตะเรื่องครอบครัว แต่ทำให้กลายเป็นดราม่าแม่แฟนไม่ปลื้ม มันแตะเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นจีน แต่ไม่ขุดความเจ็บของคนที่อยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม มันแตะเรื่องผู้หญิง แต่เปลี่ยนความเจ็บให้เป็นโมเมนต์สวย ๆ ที่เหมาะกับการตัดลงตัวอย่างหนัง
พูดง่าย ๆ คือ หนังมีทุกอย่างที่ควรทำให้เราคิด แต่สุดท้ายมันเลือกทำให้เรามองเฉย ๆ มองความสวย มองความแพง มองความอลังการ มองภาพแทนของคนเอเชียที่ประสบความสำเร็จ แต่มันไม่ได้พาเราเข้าไปข้างในสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ มันเหมือนบ้านหรูที่ตกแต่งสวยมาก ทุกห้องเลือกเฟอร์นิเจอร์แพง ทุกมุมถ่ายรูปได้ แต่พอเดินเข้าไปแล้วกลับรู้สึกว่าไม่มีใครอยู่จริง ๆ ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความรก ไม่มีชีวิต ไม่มีรอยเจ็บ ไม่มีอะไรที่ทำให้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านจริง ๆ
และนี่คือเหตุผลที่เราเปรียบหนังเรื่องนี้กับแม็คโดนัลด์ ไม่ใช่เพราะแม็คโดนัลด์ไม่อร่อย มันอร่อยในแบบของมัน มันถูกออกแบบมาให้กินง่าย รสชัด สนุกเร็ว และไม่ต้องคิดมาก Crazy Rich Asians ก็เป็นแบบนั้น มันถูกออกแบบมาให้ดูง่าย มีความสุขเร็ว รู้สึกดีเร็ว และจบเร็ว แต่สิ่งที่หายไปคือสารอาหารทางความคิด หนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เข้าใจโลกมากขึ้น หรือเข้าใจมนุษย์มากขึ้น มันไม่ได้ทิ้งรสค้างที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดอีกหลายวัน มันเป็นความบันเทิงที่ผ่านเข้าไปในร่างกาย แล้วก็ผ่านออกไปแทบจะทันที
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ หนังเรื่องนี้มีโอกาสจะเป็นมากกว่านี้ได้จริง ๆ มันสามารถเป็นหนังที่พูดถึงคนเอเชียในโลกทุนนิยมโลกได้ มันสามารถถามว่าการมีเงินมากพอจะซื้อการยอมรับจากโลกตะวันตกคือชัยชนะจริงไหม มันสามารถพูดถึงผู้หญิงเอเชียหลายรุ่นที่นิยามความรัก หน้าที่ และครอบครัวต่างกัน มันสามารถพูดถึงความเจ็บของคนที่ไม่ถูกนับว่าเป็น “พวกเรา” ทั้งในอเมริกาและในเอเชีย มันสามารถพูดถึงความรักที่ต้องต่อรองกับเงิน ชื่อเสียง ครอบครัว และอำนาจ แต่มันเลือกจะเป็นเทพนิยายหรู ๆ แทน
และเทพนิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้ผิด ถ้าคนดูต้องการแค่นั้น บางคนอาจดูแล้วมีความสุขมาก บางคนอาจดูแล้วรู้สึกภูมิใจ บางคนอาจดูแล้วรู้สึกว่าในที่สุดคนเอเชียก็ได้เฉิดฉายในหนังฮอลลีวูดแบบเต็มตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกที่เข้าใจได้ แต่สำหรับคนดูที่คาดหวังมากกว่าภาพสวย สำหรับคนดูที่อยากเห็นหนังขุดลงไปในสิ่งที่มันตั้งต้นมาอย่างทรงพลัง Crazy Rich Asians เป็นหนังที่น่าผิดหวังมาก เพราะมันมีหน้าตาของหนังที่สำคัญ แต่ไม่มีความคิดที่ลึกพอจะรองรับความสำคัญนั้น
สุดท้าย Crazy Rich Asians คือหนังที่มีทุกอย่างให้เรามอง แต่มีน้อยมากให้เราคิด มันเต็มไปด้วยความรวย แต่จนมากในแง่ความคิด มันมีฉากเปิดที่ทรงพลังพอจะเปิดบทสนทนาเรื่องเชื้อชาติ เงิน และอำนาจ แต่มันกลับเลือกจะไม่พูดต่อ มันมีตัวละครที่ควรซับซ้อน แต่มันทำให้พวกเขาเรียบง่ายเกินไป มันมีโลกที่ควรน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน แต่มันทำให้โลกนั้นกลายเป็นแค่ฉากสวย ๆ สำหรับโรแมนติกคอเมดี้
สำหรับเรา นี่จึงไม่ใช่หนังที่แย่แบบดูไม่ได้ แต่มันเป็นหนังที่น่าเสียดายกว่า เพราะมันดูได้ เพลินได้ สนุกได้ แต่ไม่มีอะไรตกผลึก มันเหมือนเริ่มต้นด้วยประโยคที่ดีมาก แต่ไม่เคยพูดให้จบ มันเหมือนอาหารที่รสชาติจัดมาก แต่ไม่มีสารอาหาร มันเหมือนงานแต่งที่จัดสวยจนทุกคนถ่ายรูปไม่หยุด แต่หลังจากงานจบ เรากลับจำไม่ได้ว่าความรักของคนสองคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง