“หนังอาร์ต” ที่เอาแต่ใจคนทำ… แต่ไม่แคร์คนดู…
ตั้งแต่อยู่ในวงการหนังไทย มันมี “เทรนด์แปลก ๆ” ของคนทำหนังไทย… คือว่าทำไมคุณบางกลุ่มนิยามว่า “หนังดี” กลายเป็นอะไรที่คนดูรู้สึกเหมือนโดนดูถูกกลาย ๆ
คือมันมีคนทำหนังบางกลุ่ม (ย้ำว่า “บางกลุ่ม”) ที่ชอบพูดประมาณว่า…
“ยิ่งทำให้คนดูงง ยิ่งอาร์ต”
“คนดูไม่เข้าใจแปลว่าเขายังไม่ถึง”
“หนังไม่ต้องเล่าเรื่องก็ได้ ศิลปะเข้าไว้”
แล้วพอหนังดูยาก ๆ งง ๆ หน่อย ก็มีฟีลเหมือนเจ้าตัวจะได้ “ตราประทับความเท่” ทันที เหมือนการทำให้คนดูดูไม่รู้เรื่องคือความสำเร็จ และเป็นหลักฐานว่า “ฉันเจ๋ง ฉันลึก ฉันเหนือกว่า”
…อามงงมากจริง ๆ
เพราะเอาจริงนะ ภาพยนตร์มันไม่ใช่สนามอีโก้
และคนดูไม่ใช่ “เหยื่อทดลอง” ของใคร
ก่อนอื่น…เราต้องเข้าใจว่าหนังมีหลายแบบ (และทุกแบบมีที่ยืนของมัน)
อามขอพูดแบบง่าย ๆ ตามภาษาคนทำงานจริง ๆ นะ ภาพยนตร์มันมักจะถูกเล่า/ถูกทำงานอยู่ในกรอบใหญ่ ๆ ได้ประมาณนี้:
1) แบบเล่าเรื่องชัด (ที่คนชอบเรียกแนว Hollywood)
ต้น–กลาง–จบ
ต้นแนะนำตัวละคร กลางเจอปัญหา ท้ายเอาชนะ/เปลี่ยนแปลง/ได้บทเรียน
มันไม่ใช่สูตร “ต่ำ” นะ มันคือ การสื่อสาร
เพราะหนังเป็นภาษาหนึ่ง และภาษาที่ดีคือภาษาที่คนฟัง “เข้าใจ”
2) แบบต้านสูตร (Anti-Hollywood / Nonlinear / Art narrative)
เล่าไม่ตามไทม์ไลน์ บิดจังหวะ ตัดสลับ ตั้งคำถามมากกว่าตอบ
คนดูต้องประกอบเอง
มันทำได้ และมันทรงพลังมาก… ถ้ามันมีเหตุผล มีเจตนา และยังเคารพคนดู
3) แบบทดลอง (Experimental)
อันนี้คือทดลองจริง ๆ ภาษาหนังแบบท้าทาย ขยี้รูปแบบ เสียง ภาพ จังหวะ
แต่มันก็ควร “ซื่อสัตย์” ว่ามันคือหนังทดลอง
และต้องรู้ด้วยว่า คนดูมันคนละกลุ่ม ไม่ใช่โยนออกไปแล้วด่าว่า “ไม่เข้าใจเอง”
ประเด็นของอามไม่ใช่ว่า “หนังอาร์ตไม่ดี”
แต่คือ… อย่าเอาความอาร์ตมาเป็นข้ออ้างในการทำงานแบบไม่แคร์คนดู
ไทยเราเริ่มจาก “หนังบันเทิง” ไม่ใช่ “หนังเพื่อระบายอารมณ์คนทำ” อย่างเดียว
ความจริงที่ต้องพูดตรง ๆ คือ…
สำหรับคนไทยจำนวนมาก เวลาเราพูดถึง “หนัง” ภาพแรกที่คนคิดคือ ความบันเทิง
คือการไปดูอะไรสักอย่างแล้วได้ “รู้สึก” ได้ “สนุก” ได้ “อิน” ได้ “คิด” แต่ต้อง “เข้าไปกับมันได้”
เราไม่ได้โตมากับคอนเซ็ปต์ที่ว่า
“หนังคือพื้นที่ให้ผู้กำกับปล่อยอารมณ์ตัวเองแบบไม่ต้องสนคนดู”
ใช่ หนังต้องมีลายเซ็นผู้กำกับ
ใช่ หนังควรมีตัวตน
ใช่ หนังควรสะท้อนความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ หรือบาดแผลบางอย่างของคนทำ
แต่อามขอถามกลับแบบแรงนิดนึงนะ…
แล้วคนดูคืออะไร? ตัวประกอบในความเท่ของคุณเหรอ?
“ลายเซ็นผู้กำกับ” ไม่ได้แปลว่า “เอาแต่ใจ”
นี่คือจุดที่หลายคนสับสน
อามเชื่อมากว่า หนังที่ดีต้องมี “เสียง” ของคนทำอยู่ในนั้น
แต่ “เสียง” กับ “อีโก้” มันคนละอย่าง
• เสียงของผู้กำกับ = มีมุมมอง มีธีม มีภาษาหนัง มีการตัดสินใจที่ชัด
• อีโก้ของผู้กำกับ = ทำให้ยากเพื่อให้ดูเก่ง ทำให้คนดูงงแล้วเรียกมันว่าศิลปะ
หนังที่ดีมันสามารถ “สื่อสาร” ได้พร้อมกันสองอย่าง:
1. บอกความเป็นตัวเรา
2. ให้ประสบการณ์กับคนดู
เพราะหนังไม่ใช่ไดอารี่ส่วนตัวที่คนอื่นไม่มีสิทธิ์รู้เรื่อง
หนังคือ “งานสื่อสาร” ที่มีผู้รับสารอยู่จริง
สังคมพึ่งพากัน…หนังเองก็เหมือนกัน
อามอยากพูดประโยคนี้ชัด ๆ เลย:
คนดูไม่ใช่ศัตรูของศิลปะ
คนดูคือ “เหตุผล” ที่ทำให้หนังมีความหมายในโลกจริง
เราทำงานเป็นทีม โปรดิวเซอร์ ทีมงาน นักแสดง ช่างกล้อง คนตัดต่อ คนทำเสียง ทุกคนเหนื่อย
แล้วสุดท้ายสิ่งนั้นถูกส่งต่อไปให้คนดู
ถ้าคนดูรู้สึกว่าโดน “เอาเปรียบ”
โดนบังคับให้ทนดูอะไรที่คนทำก็ไม่พยายามจะสื่อสาร
แล้วพอเขาถามก็โดนย้อนว่า “ไม่ถึงเอง”
มันไม่แฟร์เลย
การทำหนังให้ “สนุก” ไม่ได้แปลว่า “ขายตัว”
มันแปลว่า เคารพเวลาชีวิตของคนดู
สรุปแบบอาม: หนังอาร์ตไม่ผิด…แต่การอวดอาร์ตด้วยการทำให้คนดูงง มันน่าเบื่อ
• หนังเล่าเรื่องชัดก็มีคุณค่า
• หนังเล่าแบบยากก็มีคุณค่า
• หนังทดลองก็มีคุณค่า
แต่ทุกแบบต้องมีอย่างน้อย 2 อย่างนี้:
1. เจตนาชัด
2. ความรับผิดชอบต่อคนดู
ศิลปะที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้คนดูรู้สึกโง่
และคนทำหนังที่เจ๋งจริง ไม่จำเป็นต้องชนะคนดูเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ถ้าอ่านแล้วเห็นด้วย…มาคุยกันหน่อย
อามอยากรู้เลยว่าเธอเคยดูหนังแล้วรู้สึกไหมว่า
“นี่เราดูไม่รู้เรื่องเพราะหนังตั้งใจให้เป็นแบบนั้น…หรือเพราะคนทำไม่แคร์จะเล่า?”
คอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่ชอบเถียงเรื่อง “หนังอาร์ต vs หนังตลาด”เพราะสุดท้าย อามเชื่อว่า