เมื่อภาษากาย "ตะโกน" ดังกว่านโยบาย: วิเคราะห์ "ท่าทีผู้นำ" ผ่านเลนส์คนทำหนัง

ในฐานะคนทำหนัง คนเขียนบทคน เขียนหนังสือและอีกหลายตำแหน่งหัวโขนในกองถ่าย หน้าที่หลักของอามในการริเริ่มทำภาพยนตร์เรื่องนึง นั่นคือการสร้าง characterization หรือการสร้าง "มนุษย์" ขึ้นมาหนึ่งคน เราไม่ได้แค่เขียนบทพูดให้เขา

แต่เราต้องดีไซน์ไปถึงลมหายใจ จังหวะการเดิน

และ "ภาษากาย" เพราะสิ่งเหล่านี้คือหน้าต่างบานเดียวที่จะทำให้คนดูเห็น "จิตใต้สำนึก" ที่แท้จริงของตัวละคร


ก่อนอ่าน 👉🏼  การวิเคราะห์นี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ที่มาจากเราเพียงคนเดียว ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ ดังนั้นเราไม่สามารถตัดสินแทนคนอื่นได้ว่ายังไง ไม่อยากบอกว่า “ควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ” โตโตกันแล้ว อ่านอย่างใจเย็นๆกันนะ อย่าโกรธกันหากพูดไป


ภาพบรรยากาศจากหน้าจอโทรทัศน์ แสดงภาพนักการเมือง 4 ท่านยืนเรียงกันบนเวทีดีเบตการเมืองไทย สวมชุดต่างกันไปตามสังกัดพรรค ด้านซ้ายบนมีข้อความภาษาไทย "เมื่อภาษากาย 'ตะโกน' ดังกว่านโยบาย" สื่อถึงการวิเคราะห์บุคลิกภาพและการแสดงออกท่าทางของผู้นำบนเวที

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีซีนหนึ่งบนเวทีดีเบตที่สะดุดตาอามมาก ไม่ใช่เรื่องคำพูด แต่คือจังหวะการยืนเคารพเพลงชาติของคุณเท้ง (พรรคประชาชน) ในขณะที่แคนดิเดตคนอื่นยืนสำรวมตามปกติ แต่เขากลับเลือกที่จะยืน "เอามือไขว้หลัง"

ในตำราการแสดงและการกำกับ การจัด Body Language แบบนี้ในบริบทนี้ สื่อสารอะไรได้บ้าง?

และทำไมมันถึงทำให้อามรู้สึก "เอ๊ะ" ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง


1. The Inspector: ท่าทีของ "ผู้คุมกฎ" ไม่ใช่ "ผู้รับฟัง"

ถ้าอามต้องบรีฟนักแสดงให้รับบท "ครูฝ่ายปกครอง" ที่กำลังยืนตรวจแถวนักเรียนหน้าเสาธง หรือ "ผู้พัน" ที่กำลังมองดูพลทหาร อามจะสั่งให้เขาทำท่านี้แหละครับ... ยืนแยกขาเล็กน้อย อกผาย และมือไขว้หลัง

ในทางจิตวิทยา ท่านี้คือการแสดง Power Pose ประเภทหนึ่งที่สื่อว่า "ฉันเหนือกว่าสถานการณ์นี้" และ "ฉันกำลังประเมินพวกคุณอยู่" การไม่ปล่อยมือวางข้างลำตัวเพื่อแสดงความนอบน้อมหรือผ่อนคลาย แต่กลับรวบไว้ด้านหลัง เป็นการสร้างกำแพงทางจิตวิทยาที่บอกว่า "ฉันเข้าถึงยาก"

ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะพรรคที่ชูธงเรื่อง "ความเท่าเทียม" ควรจะมีภาษากายที่ "Open" (เปิดรับ) และ "Grounded" (ติดดิน) แต่ภาพที่เห็นกลับให้ความรู้สึกเหมือน "อาจารย์ใหญ่" (Headmaster) ที่มองลงมายังนักเรียน มากกว่าจะเป็นตัวแทนที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน

2. ความย้อนแย้งของ "ความหลากหลาย" (The Paradox of Diversity)

เรามักได้ยินคำสวยหรูอย่าง "พหุวัฒนธรรม" "ความหลากหลาย" หรือ "การเปิดกว้าง" แต่หัวใจสำคัญของคำเหล่านี้คือ "ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะเรียนรู้" (Humility)

การยืนไขว้หลังในขณะที่สังคมรอบข้าง (ในที่นี้คือเวทีสาธารณะ) กำลังทำพิธีการร่วมกัน มันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการ "ปฏิเสธการมีส่วนร่วม" (Disengagement) หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า

"ฉันไม่เหมือนพวกคุณ และฉันไม่จำเป็นต้องทำตามพวกคุณ"

จริงอยู่ที่ประชาธิปไตยคือเสรีภาพ แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับ "ความใจกว้าง" (Empathy) ที่จะเคารพความรู้สึกของคนอื่นในสังคมด้วย ถ้าภาษากายของคุณตะโกนออกมาว่า "ฉันไม่แคร์" หรือ "ฉันมั่นใจในตัวเองจนไม่สนบริบท" นั่นอาจไม่ใช่สัญญาณของนักประชาธิปไตย แต่เป็นสัญญาณของ "อัตตา" (Ego) ที่สูงจนน่ากังวล

3. คาแรคเตอร์ที่ "คนดู" เข้าไม่ถึง

ถ้าเป็นหนัง ตัวละครที่ทำท่านี้มักจะเป็นตัวละครที่มีปมเรื่อง Trust Issues (ความไม่ไว้ใจใคร) และต้องการ Control (ควบคุม) ทุกอย่างให้อยู่ในมือ การซ่อนมือไว้ข้างหลังคือการปิดบังเจตนา และการยืดตัวตรงเกินไปคือการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง

ถามว่าผิดไหม? ไม่ผิดในทางกฎหมาย แต่ในทาง "ความรู้สึก" (Sentiment) ของคนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เราย่อมอยากได้ผู้นำที่ดู "Human" (มีความเป็นมนุษย์) สัมผัสได้ และพร้อมจะก้มหัวรับฟังปัญหา ไม่ใช่ผู้นำที่ยืนค้ำหัวและมองเราด้วยสายตาของผู้ประเมินผล


ในโลกภาพยนตร์ ถ้าตัวละครตัวหนึ่งปากบอกว่า "รักทุกคน" แต่ภาษากายแสดงออกถึง "ความถือตัว" คนดูจะไม่มีทางเชื่อคำพูดของเขา

ในโลกการเมืองก็เช่นกัน... ก่อนจะแก้โครงสร้างประเทศ อาจต้องเริ่มจากการเช็ก "Structure ร่างกาย" ของตัวเองก่อนว่า วันนี้คุณยืนอยู่ระดับเดียวกับประชาชน หรือกำลังยืนมองเราจากหอคอยงาช้างกันแน่?

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Previous
Previous

“OK Mindset” ในวันที่โลกโซเชียลไม่โอเค

Next
Next

"Good Luck" การจากลาที่ไม่เศร้า แต่หวังดี | ซิงเกิลใหม่จากเรา อาม อนุสรณ์