ดราม่า H Mart “Side-Eye Gate” ใน Asian TikTok หรือมันคือ “พื้นที่” ที่คนรู้สึกว่าถูกแย่ง
TikTok Drama
〰️
TikTok Drama 〰️
ถ้าคุณเห็นคำว่า H Mart, side-eye, Asian grocery, gatekeeping โผล่เต็มฟีดแล้วงงว่า
“แค่ไปซื้อของ ทำไมต้องเดือดขนาดนี้?”
คำตอบคือ ดราม่านี้ไม่ใช่เรื่องว่าร้าน H Mart ทำอะไรผิด แต่เป็นเรื่องที่ “พื้นที่ของคนเอเชีย” ในต่างประเทศถูกยกขึ้นมาเป็นสนามรบของความรู้สึก เรื่องเชื้อชาติ เรื่องอำนาจ และเรื่องการอยู่ร่วมกันแบบที่ไม่มีใครอยากยอมเสียหน้าให้ใคร
ดราม่านี้ดังเพราะมันเริ่มจากอะไรเล็กมาก—สายตา
คำว่า “side-eye” ในบริบทนี้คือ “เหลือบมองแบบระแวง ๆ / แบบไม่ไว้ใจ” ที่หลายคนตีความว่าเป็นการตัดสินคนจากหน้าตาและเชื้อชาติ
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ คือ “สถานที่” ที่มันเกิดขึ้น: ร้านขายของชำเอเชียอย่าง H Mart (หรือร้านเอเชียแนวเดียวกัน) ที่สำหรับคนเอเชียจำนวนมากในต่างประเทศ มันไม่ใช่แค่ซูเปอร์มาร์เก็ต—มันคือพื้นที่ที่รู้สึกเหมือนได้พักจากการเป็น “คนนอก”
จุดเริ่ม: คลิปไวรัลที่พูดว่า “side-eye คนขาวในร้านเอเชีย”
ไทม์ไลน์ที่ถูกเล่าซ้ำในหลายคอนเทนต์คือ มีครีเอเตอร์ TikTok ชื่อ @say_qis (Madeline) โพสต์คลิปช่วงประมาณกันยายน เล่าแนวขำ ๆ ว่าเธอมัก “side-eye” เวลาเห็นคนขาวในร้านขายของชำเอเชีย และมีพล็อตหักมุมว่าอีกฝ่ายที่ถูกมองกลับก็เป็นลูกครึ่งเอเชีย-ขาวเหมือนกัน—กลายเป็นสถานการณ์ที่ทั้งคู่ “ปกป้องความเป็นเอเชีย” ของตัวเองคนละแบบ ก่อนที่ท้ายคลิปจะทิ้งสารประมาณว่า “เข้ามาซื้อได้ แต่อยากให้เคารพ ไม่ทำตัวเหมือนมาดูของแปลก”
แค่ประโยคนี้เองทำให้คนแตกเป็นสองฝั่งทันที เพราะบางคนรู้สึกว่า “เข้าใจมาก” ขณะที่อีกกลุ่มรู้สึกว่า “นี่มันเหมารวมและไม่แฟร์”
ทำไมเรื่องนี้ถึงโดนใจคนเอเชียในต่างประเทศ
เพราะหลายคนมีประสบการณ์ร่วมว่า เวลาอยู่ในสังคมที่ “คนเอเชียเป็นชนกลุ่มน้อย” จะเจอการกระทบกระแทกเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันอยู่เรื่อย ๆ—บางครั้งไม่ได้ถูกด่าตรง ๆ แต่ทำให้รู้สึกว่า “เราไม่ใช่คนของที่นี่”
แนวคิดนี้มีคำเรียกว่า microaggression ซึ่ง APA อธิบายว่าเป็นการกระทำ/คำพูด/ท่าทีสั้น ๆ ที่เกิดบ่อย และสื่อความหมายดูถูกหรือทำให้คนชายขอบรู้สึกด้อยค่าได้ แม้คนทำอาจไม่ได้ตั้งใจ
พอเอาคำว่า microaggression มาวางบนฉาก “ร้านเอเชีย” บางคนเลยมองว่า side-eye ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันคือ “อาการสะสม” จากการโดนมอง โดนล้อ โดนทำให้เป็นคนนอกมานาน
แล้วทำไมถึงมีคนบอกว่า “มันคือ gatekeeping”?
อีกฝั่งมองต่างออกไป: ต่อให้มีประสบการณ์ไม่ดีแค่ไหน การ “มองแรงตั้งแต่ยังไม่รู้จัก” ก็เหมือนตัดสินคนจากหน้าตา/เชื้อชาติ และนั่นก็เป็นหลักการเดียวกับการเหยียดที่หลายคนอยากหลุดพ้นเหมือนกัน
ตรงนี้ทำให้คำว่า gatekeeping โผล่ขึ้นมา—ในความหมายแบบโซเชียลว่า “ทำท่าเหมือนพื้นที่นี้เป็นของกลุ่มเดียวเท่านั้น” แม้เจ้าของคลิปจะไม่ได้พูดว่า “ห้ามเข้า” ก็ตาม ดราม่าจึงไม่ใช่แค่เรื่องร้าน แต่กลายเป็นการเถียงเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องพื้นที่” กับ “การเหมารวมคนอื่น”
ไฟลุกหนักขึ้นเมื่อครีเอเตอร์ใหญ่ ๆ เข้ามา และมีการโยงเรื่องสวัสดิการอาหาร
ประเด็นยิ่งขยายเมื่อมีครีเอเตอร์รายใหญ่บางคนออกมาวิจารณ์คลิปว่า tone-deaf/ไม่เหมาะสม และมีการหยิบเรื่องความลำบากด้านอาหารหรือสวัสดิการ (เช่น SNAP) มาเป็นเหตุผลประกอบ จนเกิดการโต้กันเรื่อง “บริบทถูกโยงถูกเวลาไหม” และ “กำลังปกป้องใครกันแน่”
จากจุดนี้ ดราม่าหลุดจาก “มุกไวรัล” ไปเป็นการตั้งคำถามเชิงศีลธรรมทันที:
บางคนบอกว่าการไปซื้อของควรเป็นเรื่องปกติไม่ควรถูกทำให้รู้สึกผิด ขณะที่อีกคนบอกว่า “สิ่งที่ถูกพูดจริง ๆ คือเรื่องมารยาทและความเคารพในพื้นที่ ไม่ใช่ห้ามซื้อของ”
ทำไม Black TikTok ถึงเข้ามาเกี่ยวด้วย
สิ่งที่ทำให้ดราม่านี้กลายเป็น “เรื่องใหญ่ของคอมมูนิตี้” คือมันไม่อยู่แค่เอเชียกับคนขาว แต่มีคนผิวดำจำนวนหนึ่งเข้ามาพูดว่าเข้าใจประสบการณ์แบบนี้—เรื่องพื้นที่ที่เคยเป็นของตัวเองแล้วถูกทำให้เป็น “เทรนด์”, และความรู้สึกถูกจ้องถูกตัดสินในที่สาธารณะ
เลยเกิดคอนเทนต์แนว “เข้าใจซึ่งกันและกัน” ปนกับคอนเทนต์แนว “เถียงกันต่อ” ไปพร้อมกัน
อีกด้านของดราม่า: ทำไมสุดท้ายคนเอเชียถึงหันมาจัดการกันเอง
หลังจากเรื่องขยาย บรรยากาศในเอเชียนคอมมูนิตี้เองก็เริ่มตึง—เพราะมันกลายเป็น “สงครามคอมเมนต์” ที่คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า ไม่ได้คุยเพื่อหาทางออก แต่กลายเป็นการแย่งพื้นที่ทางศีลธรรม ใครพูดพลาดนิดเดียวโดนรุม ใครไม่เข้าฝ่ายก็โดนแปะป้าย
มีมุมมองหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากว่า ภาพที่เห็นบ่อยคือ “คนเอเชียชี้หน้าด่ากันเอง” จนเหมือนเปิดพื้นที่ให้คนนอกยืนดูแบบสนุกสนาน หรือหัวเราะกับความแตกแยกของคอมมูนิตี้ (ความรู้สึกนี้ยิ่งแรงในโซเชียล เพราะอัลกอริทึมมักดันคอนเทนต์ที่ปะทะกันอยู่แล้ว)
บทสรุปที่ทำให้เข้าใจดราม่านี้แบบง่าย
ดราม่า H Mart ไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะมันคือการชนกันของ 2 ความจริงที่เกิดพร้อมกันได้:
• ความจริงที่หนึ่ง: microaggression มีอยู่จริงและสะสมได้จริง จนทำให้คนบางกลุ่มไวต่อ “สัญญาณเล็ก ๆ”
• ความจริงที่สอง: การ “ตัดสินคนจากหน้าตา” ก็ทำให้คนอีกฝั่งรู้สึกไม่ยุติธรรม และอาจย้อนกลับไปเป็นวงจรเดิมของการเหมารวม
และเมื่อดราม่าขึ้นโซเชียล สิ่งที่แรงขึ้นไม่ใช่แค่ข้อถกเถียง แต่คือ “โหมดเอาชนะ” ที่ทำให้คอมมูนิตี้คุยกันยากขึ้น
ถ้าต้องจบด้วยประโยคเดียว