พรรคที่ประกาศว่าจะเปลี่ยนการเมืองไทย แต่เมื่อถูกตรวจสอบกลับมีคำถามมากมายที่ยังตอบได้ไม่เต็มปาก
ผมไม่เคยเชื่อว่าพรรคการเมืองพรรคไหนควรได้รับความศรัทธาแบบไม่มีเงื่อนไข และยิ่งไม่เชื่อว่าพรรคไหนควรได้รับอภิสิทธิ์ในการหลบเลี่ยงคำวิจารณ์ เพียงเพราะประกาศตัวว่ากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
แต่ดูเหมือนว่าในวัฒนธรรมการเมืองของผู้สนับสนุนพรรคประชาชนบางส่วน การตั้งคำถามกับพรรคนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ราวกับว่าพรรคนี้มีสถานะเหนือพรรคการเมืองทั่วไป และใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยต้องเตรียมตัวถูกสอบสวนทางศีลธรรมเสียก่อน
ผมมีปัญหากับทัศนคติเช่นนี้อย่างมาก
พรรคประชาชนสืบทอดมาจากอนาคตใหม่และก้าวไกล สองชื่อที่สร้างฐานความนิยมด้วยการประกาศว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ไม่เอาการเมืองน้ำเน่า ไม่เอาระบบอุปถัมภ์ ไม่เอาการใช้อำนาจแบบเก่า และจะยกระดับมาตรฐานทางการเมืองให้ดีกว่าที่เคยเป็นมา
ฟังดูดีมาก แต่ปัญหาคือ การประกาศว่าตัวเองมีอุดมการณ์สูงส่ง ไม่ได้แปลว่าตัวเองจะมีมาตรฐานสูงส่งตามไปด้วย
และเมื่อมองย้อนกลับไปที่เหตุการณ์หลายครั้ง คำถามที่ผมอยากถามพรรคนี้ก็คือ คุณต้องการเปลี่ยนการเมืองไทยจริง ๆ หรือเพียงต้องการเป็นผู้เล่นคนใหม่ที่ได้ครอบครองอำนาจและใช้กติกาในแบบที่ตัวเองสะดวก?
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำให้ผมไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคำประกาศกับการปฏิบัติมากเท่าที่พรรคพยายามทำให้เราเชื่อ
1. สิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้ใช้เฉพาะเวลาที่พรรคได้ประโยชน์
เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศของบุคลากรในพรรค ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเพียงข่าวร้ายที่รอให้กระแสสังคมผ่านไป
กรณีของวุฒิพงศ์ ทองเหลา และไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เป็นบททดสอบสำคัญของพรรคที่ประกาศตัวว่าให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ผมไม่ได้คาดหวังว่าองค์กรใดจะไม่มีสมาชิกทำผิด เพราะไม่มีองค์กรไหนสมบูรณ์แบบ แต่ผมคาดหวังว่าองค์กรที่เรียกร้องมาตรฐานจากสังคมอย่างหนัก จะต้องกล้าบังคับใช้มาตรฐานเดียวกันกับคนของตัวเอง
กรณีไชยามพวานยิ่งทำให้เกิดคำถาม เมื่อการลงมติครั้งแรกไม่สามารถขับเขาออกจากพรรคได้ เพราะเสียงสนับสนุนไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ จนเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก แม้แต่ สส.หญิงในพรรคเองก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับผลการลงมติ ก่อนที่พรรคจะมีมติขับออกในเวลาต่อมา
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าสุดท้ายแล้วพรรคขับเขาออกหรือไม่ แต่คือ เหตุใดการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน จึงต้องผ่านแรงกดดันจากสังคมอย่างหนักเสียก่อน?
ถ้าพรรคเชื่อในหลักการของตัวเองจริง เหตุใดการรักษาหลักการจึงดูยากเย็นนักเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนในพรรค?
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เครื่องประดับสำหรับใช้บนเวทีปราศรัย Consent ไม่ใช่คำภาษาอังกฤษเท่ ๆ ที่หยิบมาใช้เฉพาะเวลาหาเสียง และความเท่าเทียมไม่ควรมีข้อยกเว้นสำหรับคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน
ถ้าคุณกล้าตรวจสอบคนอื่น แต่ลังเลที่จะตรวจสอบคนของตัวเอง คุณไม่ได้กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ คุณกำลังสร้างข้อยกเว้นให้ตัวเอง
2. ประชาธิปไตยที่เรียกร้องจากประเทศ แต่ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ในพรรคหรือเปล่า
อีกเรื่องที่น่าตั้งคำถามคือข้อวิจารณ์จากคริส โปตระนันทน์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยกล่าวถึงการรวมศูนย์อำนาจภายในพรรค และใช้คำว่า "โปลิตบูโร" เพื่ออธิบายกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจอยู่เพียงไม่กี่คน
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นคำกล่าวอ้างและประสบการณ์จากอดีตคนในพรรค ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าทุกการตัดสินใจของพรรคถูกควบคุมโดยคนกลุ่มเดียว แต่การที่คำวิจารณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจากคนที่เคยอยู่ในองค์กรตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง ก็ควรได้รับคำตอบที่จริงจัง ไม่ใช่ถูกปัดตกเพียงเพราะผู้พูดไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันอีกต่อไป
ผมอยากรู้ว่า พรรคที่เรียกร้องประชาธิปไตยจากทั้งประเทศ มีประชาธิปไตยภายในองค์กรของตัวเองมากแค่ไหน?
สมาชิกสามารถตั้งคำถามกับผู้บริหารได้จริงหรือไม่? คนที่มีความเห็นต่างมีพื้นที่เติบโตหรือไม่? การตัดสินใจสำคัญเปิดให้ตรวจสอบ หรือสุดท้ายแล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คนที่มีอำนาจกำหนดทิศทาง?
เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการมีสมาชิกจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงการมีคนรุ่นใหม่อยู่ในพรรค และไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเป็นครั้งคราว
ประชาธิปไตยต้องเริ่มจากการยอมรับว่าคนในองค์กรมีสิทธิ์เห็นต่าง แม้แต่เห็นต่างกับผู้นำของตัวเอง
ถ้าพรรคยังตอบคำถามเรื่องวัฒนธรรมอำนาจภายในองค์กรไม่ได้อย่างชัดเจน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่าพรรคจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ให้ประเทศ?
หรือประชาธิปไตยในความหมายของพรรคนี้ คือประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิ์เห็นต่าง ตราบใดที่ยังเห็นต่างไม่เกินขอบเขตที่คนมีอำนาจอนุญาต?
3. รังเกียจงูเห่า แต่เมื่อถึงเวลาของตัวเองกลับเล่นเกมการเมืองไม่ต่างกัน
กรณีของกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ อดีต สส.ชลบุรี เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้ผมตั้งคำถามกับคำว่า "การเมืองใหม่" อย่างจริงจัง
เมื่อกฤษฎิ์แสดงความประสงค์จะยุติบทบาทกับพรรคประชาชน และขอให้พรรคมีมติขับออกเพื่อให้สามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ แต่กระบวนการกลับยืดเยื้อจนเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องการ "ดองงูเห่า"
ผมเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีเหตุผลทางกฎหมายและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ต้องคำนึงถึง การเสีย สส. หนึ่งคนอาจหมายถึงการเสียอำนาจต่อรองในสภา และไม่มีพรรคไหนอยากเสียเปรียบทางการเมือง
แต่ประเด็นที่ผมสนใจคือ ความสง่างามและความสม่ำเสมอของหลักการ
พรรคที่เคยวิจารณ์การเมืองแบบเก่าอย่างหนัก เคยประณามการย้ายพรรคเพื่อผลประโยชน์ และเคยใช้ประเด็นงูเห่าเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีฝ่ายตรงข้าม กลับต้องเผชิญคำถามว่าตัวเองกำลังใช้เกมการเมืองแบบเดียวกันหรือไม่
ในอดีต การขับสมาชิกที่มีปัญหาออกจากพรรคถูกนำเสนอเป็นการรักษาจุดยืน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การจัดการกับสมาชิกที่ต้องการออกจากพรรคกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องยืดเยื้อ
ถ้าหลักการใช้ได้เฉพาะเวลาที่ไม่กระทบผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วมันต่างอะไรจากการไม่มีหลักการเลย?
การเมืองใหม่ไม่ควรหมายถึงการหาวิธีใช้กติกาให้ได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่ควรหมายถึงการกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้บางครั้งจะทำให้ตัวเองเสียประโยชน์
ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งรีบสอนคนอื่นว่าการเมืองควรเป็นอย่างไร
4. การเป็นฝ่ายค้านที่เก่ง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดี
พรรคประชาชนมีความสามารถในการสื่อสาร มีบุคลากรที่มีความรู้ และมีฐานผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่น นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ
แต่ความสามารถในการวิจารณ์รัฐบาลไม่ใช่ใบรับรองความสามารถในการบริหารประเทศ
การชี้ให้เห็นว่าคนอื่นทำผิดเป็นเรื่องหนึ่ง การรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เมื่อคุณเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้รับประกันว่าจะมีวุฒิภาวะ การมีนโยบายที่ดูดีไม่ได้รับประกันว่าจะทำได้จริง และการมีผู้สนับสนุนจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคมีความสามารถในการบริหารองค์กรหรือประเทศโดยอัตโนมัติ
ผมเห็นปัญหาของพรรคประชาชนตรงที่พรรคถูกสร้างภาพให้เป็นความหวังของการเมืองไทย จนบางครั้งดูเหมือนว่าความคาดหวังนั้นกลายเป็นเกราะป้องกันคำวิจารณ์ไปเสียเอง
แต่การเป็นความหวังไม่ใช่ตำแหน่งที่แต่งตั้งตัวเองได้ และการอ้างว่าตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองดีกว่าจริง
ถ้าต้องการเป็นรัฐบาล ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นมากกว่าความสามารถในการตั้งคำถามกับรัฐบาลคนอื่น
5. คดี 44 อดีต สส. กับความเสี่ยงที่พรรคไม่สามารถใช้คำว่า "การเมืองใหม่" ป้องกันตัวเองได้
คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล จากกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของพรรคประชาชนในฐานะผู้สืบทอดทางการเมือง
คดีนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับแกนนำหลายคน รวมถึงณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล และวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยที่ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างและอนาคตของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่ได้กำลังตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด และคดียังต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความเสี่ยงทางการเมืองที่พรรคกำลังเผชิญอยู่
คำถามคือ พรรคเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้วหรือยัง? พรรคมีบุคลากรที่สามารถรับช่วงต่อได้จริงหรือไม่? และฐานเสียงที่ผูกพันกับนักการเมืองกลุ่มเดิมจะยังคงเชื่อมั่นในองค์กรต่อไปแค่ไหน หากวันหนึ่งบุคคลเหล่านั้นไม่สามารถทำงานการเมืองได้อีก?
การเมืองที่มีวุฒิภาวะต้องเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอน ไม่ใช่ฝากอนาคตไว้กับบุคคลเพียงไม่กี่คนแล้วหวังว่าทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้น
นี่ไม่ใช่เรื่องของการแช่งให้พรรคพัง แต่เป็นคำถามเรื่องความพร้อมขององค์กรที่ประกาศว่าตัวเองพร้อมจะบริหารประเทศ
6. ผมไม่ได้เกลียดประชาธิปไตย ผมแค่ไม่ชอบพรรคประชาชน และไม่เห็นเหตุผลที่ต้องแกล้งชอบ
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดในวัฒนธรรมการเมืองรอบพรรคประชาชน คือการทำให้ความนิยมทางการเมืองกลายเป็นเครื่องวัดความถูกต้องทางศีลธรรม
คุณไม่ชอบพรรคนี้ คุณถูกมองว่าล้าหลัง
คุณตั้งคำถามกับพรรคนี้ คุณอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม
คุณวิจารณ์นักการเมืองของพรรคนี้ คุณต้องเตรียมคำอธิบายว่าตัวเองไม่ได้สนับสนุนอีกฝ่าย
ทำไม?
ทำไมการไม่ชอบพรรคประชาชนจึงต้องมีคำอธิบายยืดยาวกว่าการไม่ชอบพรรคการเมืองอื่น? ทำไมคนคนหนึ่งต้องพิสูจน์ความเป็นประชาธิปไตยของตัวเอง เพียงเพราะเขาไม่เลือกพรรคที่คุณรัก?
พรรคการเมืองไม่ใช่ศาสนา นักการเมืองไม่ใช่ศาสดา และผู้สนับสนุนพรรคก็ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ความถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว
ผมมีสิทธิ์ไม่ชอบพรรคประชาชน เช่นเดียวกับที่คนอื่นมีสิทธิ์ชอบพรรคนี้อย่างเต็มที่ ผมมีสิทธิ์วิจารณ์ มีสิทธิ์ตั้งคำถาม และมีสิทธิ์มองว่าพรรคนี้ไม่ได้ดีอย่างที่พยายามนำเสนอตัวเอง
ผมไม่จำเป็นต้องชอบพรรคประชาชนเพื่อพิสูจน์ว่าผมรักประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใครเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ์วิจารณ์การเมือง
ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งต้องการประชาธิปไตยจริง ก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าประชาชนมีสิทธิ์ไม่เลือก ไม่ชอบ และไม่ศรัทธาในพรรคของคุณ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใคร
การเมืองใหม่ที่อาจใหม่แค่คำโฆษณา
ผมไม่ได้บอกว่าพรรคการเมืองอื่นดีไปหมด ไม่ได้บอกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีปัญหา และไม่ได้กำลังเสนอว่าประเทศไทยควรกลับไปใช้การเมืองแบบเดิม
แต่ผมปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพรรคประชาชนเป็นทางเลือกที่ดีโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะพรรคมีประวัติความเป็นมา มีอุดมการณ์ที่ฟังดูน่าประทับใจ หรือมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก
ผมไม่สนใจว่าพรรคจะใช้ชื่ออะไร เปลี่ยนโลโก้กี่ครั้ง หรือมีนักการเมืองรุ่นใหม่มากแค่ไหน เพราะสิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่ภาพลักษณ์ใหม่ แต่เป็นพฤติกรรมที่แตกต่างจริง ๆ
การเปลี่ยนชื่อพรรคไม่ได้ล้างปัญหาในอดีต การเปลี่ยนหัวหน้าไม่ได้รับประกันว่าวัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยน และการประกาศว่าตัวเองเป็นการเมืองใหม่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกการกระทำของคุณกลายเป็นสิ่งถูกต้อง
สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดไม่ใช่การที่พรรคประชาชนมีปัญหา เพราะทุกพรรคมีปัญหาได้ แต่คือระยะห่างระหว่างสิ่งที่พรรคเรียกร้องจากคนอื่น กับสิ่งที่สังคมตั้งคำถามว่าพรรคทำได้จริงแค่ไหน
พรรคที่เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบเช่นกัน พรรคที่เรียกร้องให้ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ต้องเปิดให้ตรวจสอบตัวเอง และพรรคที่ประกาศว่าต้องการยกระดับการเมืองไทย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะขอรับมาตรฐานที่ต่ำกว่าคนอื่น
ผมไม่ได้มีหน้าที่ต้องรักพรรคประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเชื่อทุกคำพูดของพรรค และไม่ได้มีหน้าที่ต้องเปลี่ยนความคิดเห็นเพียงเพราะคนจำนวนมากไม่พอใจ
พรรคการเมืองมีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองต่อประชาชน ไม่ใช่ประชาชนมีหน้าที่พิสูจน์ว่าตัวเองดีพอที่จะวิจารณ์พรรค
ถ้าพรรคประชาชนอยากเป็นพรรคที่แตกต่าง ก็เริ่มจากการยอมรับคำวิจารณ์โดยไม่สร้างข้อยกเว้นให้ตัวเองเสียก่อน
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองน่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การมีอุดมการณ์ที่ผิด แต่คือการเชื่อมั่นในความถูกต้องของตัวเองมากเสียจนไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องถูกตรวจสอบอีกต่อไป
และสำหรับผม พรรคประชาชนยังมีอีกมากที่ต้องพิสูจน์ ก่อนจะเรียกร้องให้ใครมอบความศรัทธาให้