10 คณะที่เสี่ยงตกงานหรือทำงานไม่ตรงสายในประเทศไทย

เรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี เสียทั้งเวลา ค่าเทอม และค่าใช้จ่ายอีกไม่น้อย แต่สุดท้ายกลับพบว่างานที่ทำแทบไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เรียนมาเลย หรือหนักกว่านั้นคือเรียนจบแล้วหางานไม่ได้ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กจบใหม่เพียงไม่กี่คน แต่เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการศึกษาพูดถึงมาหลายปี

ข้อมูลล่าสุดจากสภาพัฒน์ในปี 2569 ยังระบุว่าแรงงานไทยมีปัญหา จบสาขาไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับสูง ขณะที่รายงาน Human Capital Development in Thailand ของ TDRI, สภาพัฒน์ และ UNICEF ซึ่งเผยแพร่ในปี 2568 ก็พบช่องว่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนกับงานที่ตลาดต้องการจริง สศช.

บทความนี้จึงไม่ได้ถามแค่ว่า “คณะไหนตกงานเยอะที่สุด” แต่จะมองให้กว้างกว่าเดิมว่า คณะไหนมีความเสี่ยงที่เรียนจบแล้วอาจไม่มีงานทำ ต้องเปลี่ยนไปทำงานคนละสาย หรือพบว่าตลาดไม่ได้ต้องการวุฒินั้นมากเท่ากับจำนวนคนที่ระบบการศึกษากำลังผลิตออกมา

ก่อนอ่าน 10 อันดับ เรานิยามคำว่า “ตกงาน” อย่างไร?

คำว่า “ตกงาน” ในบทความนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่เรียนจบแล้วไม่มีงานทำเลย แต่เรารวมความเสี่ยงหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน

  1. เรียนจบแล้วยังไม่มีงานทำ
  2. มีงานทำ แต่ทำงานไม่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน
  3. ทำงานที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิระดับหรือสาขาที่เรียนมา
  4. จบจากสาขาที่มหาวิทยาลัยผลิตคนจำนวนมาก แต่ตลาดมีตำแหน่งตรงสายรองรับค่อนข้างจำกัด

เหตุผลที่ต้องมองแบบนี้ เพราะข้อมูลกระทรวง อว. เองก็เก็บเรื่อง “งานที่ทำตรงกับสาขาที่สำเร็จการศึกษาหรือไม่” ในการสำรวจบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษาประมาณ 1 ปี และปัจจุบันมีข้อมูลถึงปีการศึกษา 2567 ศูนย์กลางข้อมูลเปิด อว.

ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการเรียน ทักษะ และการทำงาน

อยากเริ่มสร้างทักษะหรือหารายได้จากสิ่งที่ทำเป็น?
ลองดูงานและบริการจากฟรีแลนซ์ทั่วโลกบน Fiverr

สำรวจ Fiverr
Affiliate Disclosure: บทความนี้มีลิงก์ Affiliate บางส่วน หากมีการสมัครหรือซื้อสินค้าหรือบริการผ่านลิงก์ดังกล่าว เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

นอกจากนี้ OECD เคยประเมินว่าประมาณ 37% ของแรงงานไทยที่มีวุฒิสายอาชีพหรืออุดมศึกษาทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียน แม้ข้อมูลชุดดังกล่าวจะเป็นข้อมูลย้อนหลังและไม่ควรนำมาอ้างว่าเป็นอัตราปัจจุบันปี 2569 แต่ก็แสดงว่าปัญหาการเรียนไม่ตรงกับงานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยมานานแล้ว OECD

หมายเหตุ: 10 อันดับต่อไปนี้เป็นการจัดอันดับเชิงวิเคราะห์จากความไม่สอดคล้องระหว่างการศึกษาและตลาดแรงงาน ไม่ใช่ “10 อันดับทางการ” ที่รัฐบาลไทยประกาศ

สรุป 10 คณะที่เสี่ยงตกงานหรือทำงานไม่ตรงสาย

1ครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์
2สังคมศาสตร์ / รัฐศาสตร์ / รัฐประศาสนศาสตร์
3มนุษยศาสตร์ / ศิลปศาสตร์
4วิทยาศาสตร์พื้นฐาน
5ศิลปกรรมศาสตร์ / วิจิตรศิลป์
6นิติศาสตร์
7นิเทศศาสตร์ / วารสารศาสตร์ / สื่อสารมวลชน
8ภาษา / การแปล / ภาษาศาสตร์
9บริหารธุรกิจ / การจัดการทั่วไป
10เกษตรศาสตร์บางสาขา
อันดับ 1

ครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์

ปัญหาของคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยไม่ต้องการครู” เพราะประเทศยังต้องการบุคลากรทางการศึกษาแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ตรง จำนวนคนที่ถูกผลิตเข้าสู่ระบบ เทียบกับจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับในตลาดแต่ละปี

ข้อมูลหลักสูตรระดับปริญญาตรีของประเทศไทยที่ TDRI นำมาวิเคราะห์พบว่า 14.34% ของหลักสูตรปริญญาตรีทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม Education ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีหลักสูตรมากที่สุด

แต่ในชุดประกาศงานที่นำมาเปรียบเทียบ งานกลุ่ม Teaching and Library Services มีเพียงประมาณ 0.83% เท่านั้น รายงาน Human Capital Development in Thailand

แน่นอนว่าสองเปอร์เซ็นต์นี้ไม่สามารถนำมาหารกันตรง ๆ แล้วบอกว่าเด็กครู 90 กว่าเปอร์เซ็นต์จะตกงาน เพราะเป็นข้อมูลคนละหน่วย แต่ความแตกต่างที่กว้างมากสะท้อนปัญหาสำคัญว่า จำนวนเส้นทางการศึกษากับจำนวนตำแหน่งงานตรงสายไม่ได้ขยายตัวไปพร้อมกัน

คนที่เรียนครูจึงอาจพบสถานการณ์ว่าต้องรอสอบบรรจุ เป็นครูอัตราจ้าง ทำงานสอนพิเศษ ไปทำงานบริษัท หรือเปลี่ยนอาชีพไปเลย

อันดับ 2

สังคมศาสตร์ / รัฐศาสตร์ / รัฐประศาสนศาสตร์

กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

ข้อมูลล่าสุดที่นำหลักสูตรมหาวิทยาลัยมาเทียบกับประกาศงานพบว่า Social Sciences and Law รวมกันคิดเป็น 10.24% ของหลักสูตรระดับปริญญาตรีทั้งหมด

แต่ในการวิเคราะห์ประกาศงานชุดเดียวกัน กลับ ไม่พบตำแหน่งที่ระบุเป็น Social Sciences occupation โดยตรง รายงาน Human Capital Development in Thailand

ไม่ได้แปลว่าคนจบรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ไม่มีงานทำ เพราะคนกลุ่มนี้สามารถไปทำงานได้กว้างมาก ตั้งแต่ราชการ HR งานธุรการ Marketing, Sales, Project Coordinator, Research ไปจนถึงธุรกิจส่วนตัว

แต่ตรงนี้เองคือปัญหา เพราะงานจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้สงวนไว้สำหรับคนจบสังคมศาสตร์ ผู้สมัครต้องแข่งขันกับบัณฑิตจากคณะอื่นแทบทั้งหมด

ความเสี่ยงของกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่ “ไม่มีงาน” แต่คือ มีปริญญาเฉพาะสาขา แต่ตลาดไม่ได้มีอาชีพที่จำเป็นต้องใช้ปริญญานั้นมากพอ

อันดับ 3

มนุษยศาสตร์ / ศิลปศาสตร์

คณะมนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์มีข้อดีตรงที่สร้างทักษะที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งภาษา การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การเขียน และความเข้าใจมนุษย์

แต่ความกว้างนี่เองทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิกับอาชีพไม่ได้ชัดเจน

รายงาน Human Capital Development in Thailand พบว่ากลุ่ม Humanities and Arts คิดเป็น 13.64% ของหลักสูตรปริญญาตรีทั้งหมดในไทย รายงาน

ข้อมูล OECD ในอดีตยิ่งเห็นภาพชัด โดยพบว่าแรงงานไทยที่เรียนกลุ่ม Arts and Humanities ประมาณ 83% ทำงานในสาขาที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรียน ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลัง ไม่ใช่อัตราปัจจุบัน แต่แสดงถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของกลุ่มนี้ได้ดี OECD

คนจบมนุษยศาสตร์จึงไม่ได้แปลว่าจะไม่มีงาน แต่มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่อาชีพที่ไม่ได้เขียนไว้ตรง ๆ บนชื่อปริญญา เช่น Content, Marketing, HR, Customer Service, Sales, Administration หรือธุรกิจส่วนตัว

อันดับ 4

วิทยาศาสตร์พื้นฐาน

คำว่า STEM ทำให้หลายคนคิดว่าเรียนวิทยาศาสตร์แล้วตลาดต้องการแน่นอน แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง วิทยาศาสตร์พื้นฐานกับ Computer Science, Data Science หรือวิศวกรรมศาสตร์

ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์พื้นฐานหลายสาขามีตลาดงานที่เฉพาะเจาะจงกว่า และอาชีพบางประเภทต้องเรียนต่อระดับสูงจึงจะเข้าสู่สายงานได้เต็มตัว

ประเทศไทยมีหลักสูตรกลุ่ม Science ประมาณ 11.89% ของหลักสูตรปริญญาตรีทั้งหมด แต่ในการวิเคราะห์ประกาศงาน งานที่จัดอยู่ใน Science occupations โดยตรงมีเพียงประมาณ 0.23% รายงาน

OECD ก็เคยพบ field-of-study mismatch ของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ไทยในระดับสูงประมาณ 82% ในข้อมูลย้อนหลัง OECD

ดังนั้นใครที่กำลังเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ควรมองให้ไกลกว่าคำว่า “เรียนสายวิทย์” และถามต่อว่า ปลายทางคืออาชีพอะไร และต้องมี specialization เพิ่มอีกหรือไม่

อันดับ 5

ศิลปกรรมศาสตร์ / วิจิตรศิลป์

เราไม่คิดว่าปัญหาของศิลปกรรมศาสตร์คือ “คนไม่ต้องการศิลปะ” เพราะทุกวันนี้ทั้งโฆษณา ภาพยนตร์ เกม แฟชั่น Social Media และ Creator Economy ล้วนต้องการงานสร้างสรรค์

สิ่งที่เปลี่ยนคือ ตลาดไม่ได้จำเป็นต้องถามหาปริญญาศิลปกรรมก่อนถามหาความสามารถอีกแล้ว

Graphic Designer, Illustrator, Photographer, Video Creator, Art Director หรือ Animator จำนวนมากถูกตัดสินจาก Portfolio, Software Skills และประสบการณ์จริงมากกว่าชื่อคณะที่เรียน

ข้อมูลประกาศงานที่ TDRI วิเคราะห์พบว่างานกลุ่ม Arts and Media อยู่ประมาณ 3.56% ขณะที่ Humanities and Arts รวมกันมีสัดส่วนหลักสูตร 13.64% รายงาน

ดังนั้นสิ่งที่สร้างความเสี่ยงไม่ใช่ตัวศิลปะ แต่คือการจบออกมาพร้อม วุฒิอย่างเดียวโดยไม่มี Portfolio หรือทักษะที่ตลาดซื้อได้ทันที

อันดับ 6

นิติศาสตร์

นิติศาสตร์เป็นคณะที่มีอาชีพตรงสายชัดเจนกว่าหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นทนาย นักกฎหมาย ที่ปรึกษากฎหมาย Compliance รวมถึงเส้นทางในกระบวนการยุติธรรม

แต่ปัญหาคือจำนวนตำแหน่งที่ต้องการนักกฎหมายโดยตรงไม่ได้ขยายตัวตามจำนวนคนที่สามารถเรียนกฎหมายได้

กลุ่ม Social Sciences and Law มีสัดส่วนรวมถึง 10.24% ของหลักสูตรปริญญาตรี ขณะที่ตำแหน่ง Legal Services ในชุดประกาศงานที่วิเคราะห์มีประมาณ 1.34% รายงาน

หลายคนจึงเรียนกฎหมาย แต่สุดท้ายเข้าไปทำงานธนาคาร บริษัทเอกชน ราชการ HR, Sales หรือธุรกิจอื่นแทน

นั่นไม่ได้หมายความว่าวุฒิกฎหมายไม่มีค่า แต่ถ้าเป้าหมายตั้งแต่แรกคือการทำงานกฎหมายโดยตรง การแข่งขันจะสูงกว่าภาพที่เห็นตอนเลือกคณะพอสมควร

อันดับ 7

นิเทศศาสตร์ / วารสารศาสตร์ / สื่อสารมวลชน

อุตสาหกรรมสื่อไม่ได้หายไป ตรงกันข้าม โลกมีคอนเทนต์มากกว่าที่เคย

แต่โครงสร้างการรับคนเข้าสู่วงการเปลี่ยนไปแล้ว

สมัยหนึ่ง การอยากเป็นนักข่าว โปรดิวเซอร์ หรือทำงานสถานีโทรทัศน์อาจทำให้การเรียนนิเทศศาสตร์ดูเป็นเส้นทางตรง แต่วันนี้ตลาดมี Content Creator, Social Media Manager, Video Editor, Influencer Marketing, Podcast, Digital Advertising และงาน Production รูปแบบใหม่จำนวนมาก

ปัญหาคือคนจากคณะอื่นก็เข้ามาทำงานเหล่านี้ได้

ตลาดจึงยังต้องการ “คนทำสื่อ” แต่ไม่ได้จำเป็นต้องต้องการ “คนที่มีปริญญานิเทศศาสตร์” ในสัดส่วนเดียวกัน

กลุ่ม Arts and Media มีสัดส่วนประมาณ 3.56% ของประกาศงานในชุดข้อมูลที่ TDRI วิเคราะห์ ซึ่งทำให้เด็กนิเทศต้องแข่งขันทั้งกับคนจบตรงสายและคนที่สร้างทักษะด้านสื่อขึ้นมาเอง รายงาน

อันดับ 8

ภาษา / การแปล / ภาษาศาสตร์

ทักษะภาษายังคงมีค่า โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น หรือภาษาอื่นที่เชื่อมโยงกับธุรกิจระหว่างประเทศ

แต่ต้องแยก “การมีทักษะภาษา” ออกจาก “การมีปริญญาด้านภาษา”

บริษัทจำนวนมากต้องการพนักงาน Marketing, Sales, Technology หรือ Finance ที่พูดภาษาได้ มากกว่าต้องการคนที่รู้ภาษาอย่างเดียว

ในข้อมูลประกาศงานที่นำมาวิเคราะห์ ตำแหน่ง Interpretation and Translation อยู่ประมาณ 1.21% รายงาน

การมาของเครื่องมือ AI Translation ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับงานแปลระดับพื้นฐานอีกด้วย ขณะที่งานแปลเฉพาะทาง เช่น กฎหมาย การแพทย์ Localization หรือการประชุมระดับสูง ยังต้องการความเชี่ยวชาญมากกว่าเดิม

ดังนั้นคนเรียนภาษาที่มีทักษะอีกชั้นหนึ่งควบคู่กัน เช่น Business, Marketing, Technology หรือ Content จะได้เปรียบกว่าการมีภาษาเป็นทักษะหลักเพียงอย่างเดียว

อันดับ 9

บริหารธุรกิจ / การจัดการทั่วไป

อันดับนี้อาจดูแปลก เพราะตลาดต้องการคนทำธุรกิจจำนวนมาก และคณะบริหารก็มีอาชีพให้เลือกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นจริง

ปัญหาของบริหารธุรกิจจึงไม่ใช่ “ไม่มีงาน” แต่เป็น “คนเยอะและวุฒิกว้างเกินไป”

Business คิดเป็นประมาณ 14.63% ของหลักสูตรปริญญาตรีทั้งหมดในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มใหญ่ที่สุด รายงาน

เด็กบริหารทั่วไปต้องแข่งขันทั้งกับเด็ก Marketing, Finance, Economics, Communication, Engineering และบัณฑิตจากสาขาอื่นที่สมัครงาน Business ได้เช่นเดียวกัน

ยิ่งดูภาพตลาดแรงงานจะยิ่งเห็นปัญหา กรมการจัดหางานรายงานว่า ณ ธันวาคม 2567 ตำแหน่งงานที่ประกาศผ่านบริการจัดหางานของรัฐซึ่งต้องการระดับ ปริญญาตรีขึ้นไปมีเพียง 13.41% ขณะที่ผู้สมัครงานที่จบระดับดังกล่าวมีถึง 24.23% กรมการจัดหางาน

ดังนั้นปริญญาบริหารทั่วไปอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป คนที่มี Data Analytics, Digital Marketing, Finance, Sales, E-commerce หรือภาษาเพิ่มเติมจะมีความแตกต่างชัดกว่า

อันดับ 10

เกษตรศาสตร์บางสาขา

ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่กำลังสร้างอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรไม่เท่ากับจำนวน ตำแหน่งระดับปริญญาที่ต้องการวุฒิเกษตรศาสตร์โดยตรง

หลักสูตรกลุ่ม Agriculture มีประมาณ 3.37% ของหลักสูตรปริญญาตรีไทย รายงาน

ขณะที่ข้อมูลความต้องการแรงงานผ่านบริการจัดหางานของรัฐ ณ ธันวาคม 2567 พบตำแหน่งในภาคเกษตรเพียง 392 อัตราจากตำแหน่งทั้งหมด 36,621 อัตรา ส่วนภาคการผลิตมี 16,548 อัตรา และบริการ/การค้า 19,681 อัตรา กรมการจัดหางาน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นความต้องการแรงงานผ่านระบบจัดหางานของรัฐเพียงช่องทางหนึ่ง ไม่ใช่ขนาดตลาดเกษตรทั้งหมด จึงควรใช้เพื่อดูทิศทาง ไม่ใช่สรุปว่าคนจบเกษตรหางานไม่ได้

กลุ่มที่มีโอกาสมากขึ้นคือคนที่ต่อยอดไปทาง Food Technology, Agritech, Biotechnology, Smart Farming, Supply Chain หรือธุรกิจอาหาร แทนการพึ่งวุฒิเกษตรแบบกว้าง ๆ เพียงอย่างเดียว

แล้วทำไมคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ไม่ติดอันดับ?

นี่เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะถ้าไปเปิดสถิติเก่า เราอาจเห็น Computer หรือ Engineering มีผู้ว่างงานจำนวนมากจนติดอันดับต้น ๆ

จำนวนคนตกงานสูง ≠ ตลาดไม่ต้องการ

ข้อมูลใหม่พบว่างานกลุ่ม Computer and Mathematical Operations คิดเป็นถึง 10.33% ของประกาศงานที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งแตกต่างจาก Science โดยตรงที่มีเพียง 0.23% รายงาน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทความนี้ไม่ใช้วิธีง่าย ๆ ว่า “คณะไหนมีคนตกงานจำนวนมาก = คณะนั้นแย่”

คณะที่มีคนเรียนจำนวนมากอาจมีคนตกงานจำนวนมากได้ ในขณะเดียวกันตลาดก็อาจกำลังขาดคนที่มีทักษะสูงในสาขาเดียวกันอยู่ด้วย

ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและเส้นทางอาชีพ

กำลังหาของใช้สำหรับเรียน ทำงาน หรือพัฒนาทักษะอยู่?
ดูตัวเลือกเพิ่มเติมผ่าน Shopee ได้ที่นี่

ดูบน Shopee

ปัญหาใหญ่กว่าการเลือกคณะ คือประเทศไทยผลิตคนไม่ตรงกับงาน

ถ้ามองภาพรวมทั้งหมด ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็กเลือกคณะผิดอย่างเดียว

รายงาน Human Capital Development in Thailand พบว่าเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรีกลุ่ม Humanities and Arts, Social Sciences and Law และ Science รวมกันคิดเป็น 35.7% ของหลักสูตรทั้งหมด แต่ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเหล่านี้มีประมาณ 17.5% ในชุดข้อมูลตลาดงานที่นำมาวิเคราะห์ รายงาน

พูดง่าย ๆ คือมหาวิทยาลัยยังเปิดหลักสูตรจำนวนมากตามโครงสร้างและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ แต่สิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการเปลี่ยนเร็วกว่า

สภาพัฒน์เองยืนยันเรื่องนี้อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่าแรงงานไทยยังมีปัญหา จบสาขาไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับสูง สศช.

นี่ยังสอดคล้องกับข้อมูลกรมการจัดหางานที่พบว่าตำแหน่งงานในระบบ ณ ธันวาคม 2567 ต้องการแรงงานระดับ ปวช.–ปวส./อนุปริญญาถึง 38.91% ขณะที่ตำแหน่งที่ต้องการปริญญาตรีขึ้นไปอยู่เพียง 13.41% กรมการจัดหางาน

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “คนเรียนมหาวิทยาลัยเยอะ” แต่คือ เราอาจกำลังผลิตปริญญาบางประเภทมากกว่าที่โครงสร้างเศรษฐกิจสามารถใช้ได้

เรียนคณะเหล่านี้แล้วจะตกงานแน่นอนหรือไม่?

ไม่ใช่

การอยู่ใน 10 อันดับนี้ไม่ได้หมายความว่าเรียนแล้วไม่มีอนาคต และไม่ได้หมายความว่าคนควรเลิกเรียนคณะเหล่านี้

สิ่งที่ข้อมูลกำลังบอกคือ การพึ่งชื่อคณะอย่างเดียวมีความเสี่ยงมากขึ้น

เด็กจบนิเทศที่ตัดต่อวิดีโอเก่ง มี Portfolio และเข้าใจ Social Media อาจหางานง่ายกว่าคนจบสาขาที่ตลาดต้องการแต่ไม่มีทักษะจริง

เด็กจบมนุษยศาสตร์ที่พูดสามภาษาและใช้ Data Analytics ได้ อาจมีมูลค่าในตลาดสูงมาก

เด็กศิลปกรรมที่สร้าง Portfolio ระดับมืออาชีพอาจไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทประกาศว่า “รับเฉพาะคนจบศิลปกรรม” ด้วยซ้ำ

ดังนั้นคำถามสำคัญก่อนเลือกมหาวิทยาลัยอาจไม่ควรมีแค่ “เราอยากเรียนคณะอะไร?”

เมื่อเรียนจบแล้ว ใครจะจ่ายเงินให้เราทำอะไร?

สองคำถามนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันมาก

ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังบอกอะไรเด็กมหาวิทยาลัย?

สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยโดยรวมไม่ได้อยู่ในภาวะว่างงานรุนแรง อัตราว่างงานทั่วประเทศไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ประมาณ 0.9%

แต่กลุ่มอายุที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานมีปัญหาสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก โดยคนอายุ 20–24 ปีมีอัตราว่างงานประมาณ 4.3% และอายุ 25–29 ปีอยู่ที่ประมาณ 1.6% สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาว่า “ไม่มีงานเลย” แต่ปัญหาคือ มีงาน แต่คนกับงานจับคู่กันไม่ลงตัว

บางอุตสาหกรรมหาคนไม่ได้ ขณะที่บัณฑิตบางกลุ่มหางานไม่ได้ บางบริษัทต้องการทักษะ แต่ผู้สมัครมีเพียงวุฒิ และบางคนเรียนมาสี่ปีเพื่อเข้าสู่ตลาดที่ไม่ได้ต้องการปริญญานั้นในปริมาณเดียวกับที่มหาวิทยาลัยกำลังผลิตออกมา

นี่ต่างหากคือเรื่องที่เด็กที่กำลังเลือกคณะควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้เวลาสี่ปีและเงินอีกจำนวนมากกับปริญญาหนึ่งใบ

สรุป 10 คณะที่เสี่ยงตกงานหรือได้งานไม่ตรงสาย

ถ้ามองจากข้อมูลทั้งเรื่องจำนวนหลักสูตร ความต้องการของตลาด และปัญหาการทำงานไม่ตรงสาขา กลุ่มที่ควรจับตามากที่สุดคือ ครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์, สังคมศาสตร์, มนุษยศาสตร์, วิทยาศาสตร์พื้นฐาน, ศิลปกรรมศาสตร์, นิติศาสตร์, นิเทศศาสตร์, ภาษา, บริหารธุรกิจทั่วไป และเกษตรศาสตร์บางสาขา

ปริญญาไม่ใช่อาชีพ

การเลือกคณะในวันนี้จึงควรมองพร้อมกันสามอย่าง ได้แก่ สิ่งที่เราอยากเรียน ทักษะที่เราจะสร้าง และตลาดที่จะจ่ายเงินให้กับทักษะนั้นเมื่อเราเรียนจบ

เพราะอีกสี่ปีข้างหน้า บริษัทอาจไม่ได้ถามแค่ว่าเราจบอะไร แต่อาจถามมากกว่าว่า

แล้วเราทำอะไรเป็น?
ความคิดเห็นส่วนตัวของเรา

ถ้าถามเรา มหาวิทยาลัยจำเป็นแค่ไหน?

ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของบริษัทและเคยรับพนักงานเข้ามาทำงานหลายคน สิ่งหนึ่งที่เราแทบไม่เคยถามเลยคือ “เรียนจบคณะอะไร?” หรือ “เรียนจบมหาวิทยาลัยไหน?” เพราะสำหรับเรา มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น

สิ่งที่เราดูจริง ๆ คือ Experience กับ Passion คนนี้ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรมา มีความสนใจจริงกับงานหรือไม่ และพร้อมจะเรียนรู้ต่อหรือเปล่า

ทุกวันนี้การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ความรู้แทบทุกอย่างอยู่บนอินเทอร์เน็ต เราสามารถเรียนคอร์สออนไลน์ ฝึกจากงานจริง เรียนกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศผ่านออนไลน์ หรือสร้าง Portfolio ขึ้นมาเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมอบปริญญาให้ก่อน

อีกด้านหนึ่ง ค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก และในมุมมองส่วนตัวของเรา ระบบมหาวิทยาลัยไทยยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่สำหรับความคิดเห็นที่หลากหลายและเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน

เพราะฉะนั้น ถ้ามาถามเราเป็นการส่วนตัวว่า “จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยไหม?” สำหรับหลายสายอาชีพ คำตอบของเราคือ ไม่จำเป็น เอาเงินและเวลาบางส่วนไปเรียนคอร์สที่ตรงกับงานจริง ฝึกทักษะ ทำงาน สร้าง Portfolio และเรียนรู้จากโลกจริง อาจให้ผลลัพธ์ที่ตรงกว่า

แต่แน่นอนว่าไม่ได้ใช้กับทุกอาชีพ คณะเฉพาะทางและวิชาชีพควบคุมอย่างแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ หรือสายอื่นที่จำเป็นต้องมีการศึกษา ใบอนุญาต และการฝึกอย่างเป็นระบบก็ยังต้องเรียนตามเส้นทางของวิชาชีพนั้น

แต่นอกเหนือจากสายเหล่านั้น สำหรับเรา University is so unnecessary มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโลกทุกวันนี้ไม่ได้สนใจแค่ว่าเราเคยนั่งอยู่ในห้องเรียนที่ไหน แต่มันกำลังถามว่า เรารู้อะไร ทำอะไรเป็น และสร้างคุณค่าอะไรได้จริง

คำถามที่พบบ่อย

คณะไหนตกงานเยอะที่สุดในประเทศไทย?

ประเทศไทยไม่มีฐานข้อมูลทางการชุดเดียวที่จัดอันดับ “คณะตกงานสูงสุด” แบบครบทุกมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน การประเมินจึงต้องดูทั้งข้อมูลบัณฑิต การทำงานตรงสาขา จำนวนหลักสูตร และความต้องการแรงงานประกอบกัน

เรียนรัฐศาสตร์แล้วตกงานจริงไหม?

ไม่จำเป็น คนจบรัฐศาสตร์สามารถทำงานได้หลายประเภท แต่ความเสี่ยงอยู่ตรงที่ตำแหน่งจำนวนมากไม่ได้กำหนดว่าต้องจบรัฐศาสตร์โดยเฉพาะ จึงต้องแข่งขันกับบัณฑิตจากหลายคณะ

นิเทศศาสตร์ยังน่าเรียนไหม?

ยังมีตลาดงานด้านสื่อและคอนเทนต์ แต่ความสำคัญของ Portfolio และทักษะจริงเพิ่มขึ้นมาก การมีปริญญานิเทศอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะได้งานด้านสื่อ

เรียนวิทยาศาสตร์แล้วหางานยากหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับสาขา วิทยาศาสตร์พื้นฐานบางแขนงมีตลาดงานตรงสายค่อนข้างเฉพาะ ขณะที่ Computer Science, Data Science และสายเทคโนโลยีมีโครงสร้างตลาดแตกต่างออกไป จึงไม่ควรรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “สายวิทย์”

เลือกคณะอย่างไรให้ลดความเสี่ยงตกงาน?

อย่าดูเพียงชื่อคณะ ควรดูตำแหน่งงานจริงที่ต้องการวุฒินั้น ทักษะที่นายจ้างกำลังหา จำนวนคู่แข่ง เส้นทางอาชีพ และความสามารถในการต่อยอดทักษะเพิ่มเติมระหว่างเรียน

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Next
Next

5 สกินแคร์ผู้ชาย 2026 หน้าใส ผิวดูดี ซื้ออะไรดี?