ยิ่งด่า เรายิ่งทำ: ด้าน แย่ของตัวเองที่เราไม่ค่อยอยากแก้

Aam Anusorn

〰️

Aam Anusorn 〰️

เราคิดว่าตัวเองมีด้านหนึ่งที่ค่อนข้าง toxic และพูดตรง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นด้านที่น่ารักเท่าไหร่ แต่ปัญหาคือเราชอบด้านนี้ของตัวเองมาก เพราะเราเป็นคนประเภทที่ยิ่งมีใครบอกว่า “อย่าทำแบบนั้นเลย มันเยอะไป” สมองเราจะไม่ได้คิดว่าโอเค งั้นลดหน่อย แต่จะคิดทันทีว่า อ๋อ เยอะไปเหรอ งั้นเพิ่มอีก

เรื่องล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเราโพสต์เกี่ยวกับวัฒนธรรมเพลงป๊อปในอเมริกาและไทย เป็นความคิดเห็นของเรา เป็นคอนเทนต์ของเรา และเป็นเรื่องที่เราอยากพูดอยู่แล้ว หลังจากนั้นมีคนเอาคอนเทนต์เราไปก๊อป ก่อนจะมีคำพูดตามมาว่าเราอยากดัง เรียกร้องความสนใจ หรือหิวแสง คำถามแรกที่ขึ้นมาในหัวเราคือ แล้วกูทำคอนเทนต์มาให้ผีดูเหรอ?

“เรียกร้องความสนใจ” เวลานำมาใช้ด่าคนทำคอนเทนต์ สำหรับเราเลยค่อนข้างตลก

เราทำคอนเทนต์ออนไลน์ ไม่ได้เขียนไดอารี่แล้วเอาไปฝังไว้หลังบ้าน แน่นอนว่าเราอยากให้คนเห็น อยากให้คนอ่าน อยากให้คนแชร์ และอยากให้คนพูดถึงมัน คำว่า “เรียกร้องความสนใจ” เวลานำมาใช้ด่าคนทำคอนเทนต์ สำหรับเราเลยค่อนข้างตลก มันเหมือนเดินเข้าไปในร้านอาหารแล้วถามเชฟว่า “มึงทำอาหารเพราะอยากให้คนกินใช่ไหม?” เออ ถูกต้องค่ะ จับได้แล้วค่ะ

แล้วใครต้องเป็นคนโปรโมตผลงานเรา? Taylor Swift เหรอ?

อีกประโยคที่เราได้ยินอยู่เรื่อย ๆ คือ “โปรโมตผลงานตัวเองอยู่นั่นแหละ” หรือหนักกว่านั้นคือ “โปรโมตไปก็ไม่มีใครดู” ซึ่งอันนี้เรางงมากกว่าเดิม เพราะก็กูทำหนังของกู กูทำซีรีส์ของกู แล้วใครต้องเป็นคนโปรโมต? Taylor Swift เหรอ? หรือเราต้องรอให้มีบุคคลปริศนาจากจักรวาลเดินมาบอกว่า “อาม วันนี้พักเถอะ เดี๋ยวฉันทำ Marketing Campaign ให้เอง”

ถ้าผลงานมีคนดูเยอะ เราก็ต้องโปรโมตเพื่อให้มันไปต่อ แต่ถ้าผลงานยังมีคนดูน้อย เราก็ยิ่งต้องโปรโมต เพราะนั่นหมายความว่าคนยังไม่รู้จักมันมากพอ ตรรกะที่ว่า “ไม่มีคนดู แล้วจะโปรโมตไปทำไม” สำหรับเราเลยเหมือนกับบอกว่า “ร้านไม่มีลูกค้า แล้วจะติดป้ายหน้าร้านทำไม” อ้าว ก็เพราะไม่มีลูกค้านี่ไงถึงต้องติด

ไม่มีคนดู ยิ่งต้องโปรโมต
ไม่ใช่ยิ่งต้องหยุดโปรโมต

ทำไมการภูมิใจกับงานตัวเองถึงกลายเป็นเรื่องน่าอาย?

เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมการภูมิใจกับงานของตัวเอง หรือการพยายามขายสิ่งที่ตัวเองสร้าง ถึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่าอาย โดยเฉพาะในวงการบันเทิงไทยที่เรารู้สึกว่ามีวัฒนธรรมหนึ่งฝังอยู่ลึกมาก นั่นคือคำว่า “เจียมเนื้อเจียมตัว” อย่าพูดว่าตัวเองเก่ง อย่าพูดถึงความสำเร็จมาก อย่าออกหน้าออกตา ต้องนอบน้อม ต้องรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ และต้องรู้ว่าใครมาก่อนใคร

ตอนเราเริ่มเป็นผู้กำกับตอนอายุ 27 เราเจอเรื่องแบบนี้เยอะมาก เราถูกสอนให้เคารพคนที่อายุ 45 ปี 50 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะเขาคือ “ผู้ใหญ่ในวงการ” แล้วเราก็เคยถามตัวเองจริง ๆ ว่า คำว่าผู้ใหญ่ในวงการวัดจากอะไรกันแน่ อายุ? จำนวนปีที่อยู่ในวงการ? ตำแหน่ง? หรือผลงาน?

ถ้าวัดจากอายุ เราก็ยอมรับว่าเขาเกิดก่อนเรา อันนี้เถียงไม่ได้ เดี๋ยวโดนวิทยาศาสตร์ฟ้อง แต่ถ้าความหมายคือเราต้องมองว่าใครบางคนเหนือกว่าเราโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเขาแก่กว่า อันนี้เราทำไม่ได้ เราเคารพคนจากสิ่งที่เขาทำ จากวิธีที่เขาปฏิบัติกับคนอื่น จากความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งที่เขาสร้าง ไม่ใช่แค่ปีเกิดในบัตรประชาชน

ด้านมืดของเรา: ยิ่งห้าม ก็ยิ่งทำ

และนี่แหละคือด้านที่เราเรียกว่า “ด้านมืด” ของตัวเอง เพราะเวลาเจอคนพยายามบอกให้เราลดตัวเองลง ปฏิกิริยาแรกของเราไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความดื้อ มึงบอกว่าเราโปรโมตเยอะเหรอ? ได้ พรุ่งนี้โปรโมตเพิ่ม มึงบอกว่าเราอยากดังเหรอ? ก็ใช่ แล้วถ้าดังขึ้นจริง เดี๋ยวมาอัปเดตอีกที มึงบอกว่าเราพูดถึงตัวเองเยอะไปเหรอ? โอเค เดี๋ยวทำ Content Calendar ให้ทั้งเดือน

มึงบอกว่าเราโปรโมตเยอะเหรอ? ได้ พรุ่งนี้โปรโมตเพิ่ม
มึงบอกว่าเราอยากดังเหรอ? ก็ใช่
มึงบอกว่าเราพูดถึงตัวเองเยอะไปเหรอ? โอเค เดี๋ยวทำ Content Calendar ให้ทั้งเดือน

เราไม่ได้ Ignore Haters เราเอามันมาเป็นเชื้อเพลิง

หลายคนชอบพูดว่า วิธีรับมือกับ Haters ที่ดีที่สุดคือ “อย่าให้ความสนใจ” เราขอยอมรับตรงนี้เลยว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น เราให้ความสนใจ เราอ่าน เราจำ บางครั้งก็เจ็บ บางครั้งก็โมโห และบางครั้งก็อยากตอบกลับทันทีแบบไม่ผ่านฝ่ายกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ สุดท้ายเราเอาคำด่านั้นมาเป็นเชื้อเพลิง

เราไม่ได้คิดว่าทุกคำด่าผิด บางครั้งคนวิจารณ์เราก็พูดถูก บางครั้งเราเองก็ทำอะไรโง่ ๆ บางครั้งอีโก้ก็นำหน้าเหตุผล และเมื่อรู้ว่าตัวเองผิด เราก็ต้องยอมรับมัน แต่ถ้าเหตุผลที่แกไม่ชอบเราเป็นเพียงเพราะเรากล้าพูดถึงผลงานตัวเอง กล้าภูมิใจกับสิ่งที่สร้าง หรือไม่ยอมทำตัวเล็กลงเพื่อให้คนอื่นสบายใจ อันนี้อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เพราะเราไม่มีแผนจะหยุด

ความมั่นใจต้องมีขีดจำกัดตามที่คนอื่นพอใจจริงเหรอ?

เราคิดว่าคนจำนวนมากถูกสอนมาตลอดว่า ความมั่นใจต้องมีขีดจำกัดที่คนอื่นยอมรับ แกภูมิใจได้ แต่อย่าพูดเยอะ แกประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แกโปรโมตตัวเองได้ แต่ต้องไม่โปรโมตจนดูเหมือนอยากขาย ซึ่งอันสุดท้ายนี่ตลกมาก เพราะการตลาดมีหน้าที่ขาย ถ้าการตลาดต้องทำตัวเหมือนไม่อยากขาย เราก็ไม่แน่ใจว่าเรากำลังทำ Marketing หรือเล่นละครเวที

ถ้าการตลาดต้องทำตัวเหมือนไม่อยากขาย
เราก็ไม่แน่ใจว่าเรากำลังทำ Marketing
หรือเล่นละครเวที

เรารู้ว่ามัน Toxic และมันก็ไม่ได้มีแต่ข้อดี

แน่นอนว่าเรารู้ว่านิสัยดื้อแบบนี้ไม่ได้มีแต่ข้อดี มันทำให้เราเสียพลังกับคนที่อาจไม่ได้สำคัญ มันทำให้บางครั้งเราอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างทั้งที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ และบางทีก็มีความสะใจปนอยู่เยอะเกินไป เรารู้ดี และนั่นคือเหตุผลที่เราเรียกมันว่า toxic

แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ไม่อยากโกหกตัวเองว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะในหลายช่วงชีวิตที่เราถูกบอกว่าไม่ควรทำ ไม่ควรพูด ไม่ควรฝันใหญ่ ไม่ควรโปรโมตเยอะ หรือไม่ควรมั่นใจเกินไป ด้านนี้แหละที่ทำให้เรายังขยับต่อ มันอาจไม่ใช่แรงผลักดันที่สวยที่สุด แต่มันก็เป็นแรงผลักดัน และบางวันเราก็ต้องใช้สิ่งที่เรามี

แล้วเราอยากแก้นิสัยนี้ไหม?

ถ้าถามว่าเราอยากแก้นิสัยนี้ไหม คำตอบคือบางส่วนก็อยาก เราอยากโตขึ้น อยากเลือกศึกให้เป็น อยากรู้ว่าเรื่องไหนควรตอบ เรื่องไหนควรปล่อย และไม่อยากให้คนที่ไม่ได้มีความหมายกับชีวิตเรามีอำนาจควบคุมอารมณ์เรามากเกินไป แต่ส่วนที่บอกว่า “ยิ่งอยากให้กูหายไป กูจะยิ่งโผล่มา” อันนี้ยังไม่คิดจะแก้

“ยิ่งอยากให้กูหายไป
กูจะยิ่งโผล่มา”

เพราะถ้ามีใครพยายามทำให้เรารู้สึกอายที่โปรโมตหนังตัวเอง อายที่พูดถึงความสำเร็จ อายที่อยากดัง หรืออายที่อยากให้คนเห็นสิ่งที่เราสร้าง เราคงตอบได้แค่ว่าเสียใจด้วย เพราะถ้าเมื่อวานแกคิดว่าเราเยอะแล้ว วันนี้เราเพิ่งเริ่มเอง



Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Next
Next

อธิบาย ChatGPT แบบเข้าใจง่ายที่สุดในโลก