พูดกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน: วิธีสื่อสารกับคนสำคัญในชีวิตให้เข้าใจกันมากขึ้น

ยิ่งโตขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่าการสื่อสารกับคนแต่ละคนในชีวิตมันไม่เหมือนกันเลย

ตอนเด็ก ๆ เราอาจคิดว่าการพูดตรงคือดีที่สุด หรือถ้าเรามีเหตุผลมากพอ เราก็น่าจะพูดแบบเดียวกันกับทุกคนได้ แต่พอโตขึ้นจริง ๆ เราถึงเริ่มเห็นว่า ต่อให้คำพูดเดียวกัน เจตนาดีเหมือนกัน แต่พอพูดกับคนคนละคน ผลลัพธ์มันอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง

เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ มีความรู้สึก มีแผล มีความคาดหวัง และมีวิธีรับสารที่ไม่เหมือนกัน

บางครั้งสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราพูดอะไร” แต่คือ “เราพูดกับใคร”

กับแม่ — บางครั้งแค่ฟังก็พอ

อย่างเวลาคุยกับแม่ เรารู้สึกว่าบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรีบอธิบายทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องรีบพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด หรือพยายามแก้ทุกเรื่องให้จบในทันที

บางทีแม่อาจไม่ได้ต้องการคำตอบด้วยซ้ำ

เขาอาจแค่อยากเล่า อยากบ่น อยากให้เราฟัง แล้วรู้สึกว่าคนตรงหน้ายังรับฟังเขาอยู่

บางครั้งแค่ลดน้ำเสียงลง ฟังให้จบ แล้วค่อยพูด มันอาจทำให้บทสนทนาที่กำลังจะกลายเป็นการทะเลาะ กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้

กับพ่อ — เราอาจไม่รู้ว่าเขากำลังแบกอะไรอยู่

ผู้ชายหลายคนในรุ่นพ่ออาจไม่ได้ถูกสอนมาให้พูดถึงความรู้สึกมากนัก บางครั้งสิ่งที่เราได้ยินเลยอาจเป็นคำพูดห้วน ๆ หรือประโยคที่ไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่เราอยากได้ยิน

แต่ยิ่งโต เราก็ยิ่งรู้ว่า เราอาจไม่เคยรู้ทั้งหมดเลยว่าเขาแบกอะไรอยู่บ้าง

มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกคำพูดที่ทำร้ายเรา แต่เราเลือกได้ว่าเราจะตอบกลับด้วยวิธีไหน

อย่างน้อยเรายังเลือกพูดด้วยความเคารพ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นสงคราม

กับคนรัก — ความรักไม่ใช่การแข่งขันว่าใครถูก

ส่วนกับคนรัก เราว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่คนเรามักหลุดเข้าไปอยู่ในเกมว่า “ใครถูก”

เวลาเถียงกัน เราอยากอธิบายให้เขาเห็นว่าเรามีเหตุผล เราไม่ได้ผิด เรามองเรื่องนี้ถูกกว่า

แต่ถ้าเราชนะการเถียง แล้วอีกคนรู้สึกแย่ลง
เราชนะจริงหรือเปล่า?

ความรักไม่ใช่เวทีดีเบต

บางครั้งความซื่อสัตย์สำคัญกว่าการพยายามเป็นฝ่ายถูก บอกว่ารู้สึกอะไร กลัวอะไร ไม่พอใจตรงไหน หรือจริง ๆ แล้วเราต้องการอะไรจากอีกฝ่าย มันอาจพาเราไปไกลกว่าการพยายามเอาชนะกันด้วยเหตุผล

กับพี่น้อง — ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินไปพร้อมกัน

กับพี่น้อง เราว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือการเปรียบเทียบ

โดยเฉพาะในครอบครัวที่โตมาด้วยกัน คนรอบตัวชอบเปรียบเทียบว่า ใครเรียนเก่งกว่า ใครทำงานดีกว่า ใครแต่งงานก่อน ใครมีเงินมากกว่า ใครดูประสบความสำเร็จกว่า

แต่ความจริงคือ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนสองคนจะต้องใช้ชีวิตตามเส้นทางเดียวกัน เพียงเพราะเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน

บางคนเจอสิ่งที่ตัวเองอยากทำตอนอายุ 20

บางคนเจอตอน 40

บางคนอยากมีครอบครัว บางคนไม่อยากมี

บางคนต้องการความมั่นคง บางคนต้องการอิสระ

การคุยกันโดยไม่เอาชีวิตมาแข่งขันกัน อาจเป็นของขวัญอย่างหนึ่งที่พี่น้องสามารถให้กันได้

กับเด็ก ๆ — คำพูดบางคำอาจอยู่กับเขาไปอีกหลายสิบปี

กับเด็ก ๆ เราว่ายิ่งต้องระวัง

เพราะผู้ใหญ่อาจพูดบางอย่างออกไปแล้วลืมในวันรุ่งขึ้น แต่เด็กอาจจำประโยคนั้นไปอีกหลายสิบปี

คำอย่าง “ทำไมแค่นี้ก็ทำไม่ได้” “ดูคนอื่นสิ” “อย่าร้องไห้” หรือคำพูดเล่น ๆ ที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่มีอะไร บางครั้งมันอาจกลายเป็นเสียงที่ติดอยู่ในหัวของเด็กคนนั้นไปจนโต

แน่นอน ไม่มีใครพูดถูกทุกครั้ง และไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ

แต่แค่รู้ว่าคำพูดของเรามีน้ำหนักกับเด็กมากกว่าที่เราคิด มันก็น่าจะทำให้เราหยุดคิดก่อนพูดได้มากขึ้น

กับเพื่อน — สนิทกันก็ยังต้องมีขอบเขต

กับเพื่อน เราว่าความสัมพันธ์นี้สบายที่สุด และเพราะมันสบายที่สุดนี่แหละ บางครั้งเราจึงเผลอลืมขอบเขตง่ายที่สุดด้วย

การเป็นเพื่อนกันไม่ได้หมายความว่าเราจะพูดอะไรก็ได้

แซวกันได้ เล่นกันได้ พูดแรงกันได้ ถ้าความสัมพันธ์นั้นเป็นแบบนั้น แต่ก็ต้องอ่านบรรยากาศเป็นด้วย

มุกที่คนหนึ่งหัวเราะ อีกคนอาจเจ็บ

เรื่องที่เราเอามาล้อได้ วันนี้อีกคนอาจกำลังเปราะบางกับเรื่องนั้นอยู่พอดี

การรู้จักเพื่อนไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาชอบกินอะไรหรือชอบดูอะไร แต่รวมถึงการรู้ด้วยว่าอะไรคือเส้นที่เราไม่ควรข้าม

และสุดท้าย — กับตัวเราเอง

และสุดท้าย คนที่เราต้องคุยด้วยทุกวันโดยไม่มีทางหนีได้ ก็คือตัวเราเอง

เราเลยคิดว่าข้อนี้อาจสำคัญที่สุด

เราควรซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

ต่อให้เป็นด้านที่เราไม่อยากให้ใครเห็น ต่อให้เป็นความรู้สึกที่เราไม่กล้าพูดกับใคร ต่อให้มันไม่สวย ไม่เก่ง ไม่เข้มแข็ง หรือไม่ตรงกับภาพที่เราอยากให้คนอื่นเห็น

อย่างน้อยเราก็ควรยอมรับมันกับตัวเอง

เพราะถ้าเราหลอกตัวเองตลอดเวลา เราก็แทบไม่มีทางรู้เลยว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร หรือกำลังหนีอะไรอยู่

สุดท้ายแล้ว การสื่อสารที่ดีอาจไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนพูดเก่ง

มันอาจเป็นเรื่องของการรู้จักฟัง รู้จักเลือกน้ำเสียง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรเงียบ และรู้ว่าคนตรงหน้าเราต้องการอะไรจากบทสนทนานั้น

บางคนต้องการเหตุผล

บางคนต้องการคำตอบ

บางคนต้องการพื้นที่

และบางคนก็แค่ต้องการรู้ว่าเรายังอยู่ตรงนี้ และกำลังฟังเขาอยู่

คำพูดประโยคเดียวกัน พูดกับคนต่างกัน ผลลัพธ์ก็อาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง

และบางที การโตขึ้นก็อาจไม่ได้หมายถึงการพูดให้เก่งขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่มันคือการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราควรพูดกับใครอย่างไร โดยที่ยังเป็นตัวเรา และในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมว่าคนตรงหน้าเราก็มีหัวใจเหมือนกัน

#AamAnusorn

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Previous
Previous

ทำไม “Choosin’ Texas” ถึงดังขนาดนั้น? ทุบสถิติเพลงโลก มาวิเคราะห์เพลง Country มาแรง ที่คนไทยอาจฟังแล้วไม่เก็ท

Next
Next

ความจริงที่เฮเตอร์ (Hater) ไม่อยากยอมรับ: มึงเป็นแฟนคลับกูนั่นแหละค่ะ