ความจริงที่เฮเตอร์ (Hater) ไม่อยากยอมรับ: มึงเป็นแฟนคลับกูนั่นแหละค่ะ

Haters Gonna Hate

〰️

Haters Gonna Hate 〰️

มีอะไรบางอย่างที่ตลกมากเกี่ยวกับคำว่า “เฮเตอร์” เพราะคนที่บอกว่าเกลียดเรา รำคาญเรา ทนเราไม่ได้ หรือคิดว่าเราไม่มีอะไรน่าสนใจ

กลับเป็นคนที่รู้เรื่องของเราละเอียดกว่าคนที่บอกว่าชอบเสียอีก เราโพสต์อะไร เขาเห็น เราพูดอะไร เขาจำ เรามีผลงานใหม่ เขารู้ มีดราม่าเมื่อไหร่ เขามาก่อนใคร บางคนจำได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อสามเดือนก่อนเราเคยพูดอะไรไว้ตรงไหน แล้วทั้งหมดนี้มาจากคนที่ยืนยันหนักแน่นว่า “กูไม่ชอบมึง”

เอาจริง ถ้าไม่ชอบกันขนาดนั้น ทำไมตามละเอียดขนาดนี้วะ

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่า “คนวิจารณ์” กับ “เฮเตอร์” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คนดูหนังแล้วบอกว่าไม่ชอบ คนฟังเพลงแล้วบอกว่าไม่ดี คนอ่านงานแล้วบอกว่าตรงนี้ยังไม่เวิร์ก หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเรา นั่นคือการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เฮเตอร์คือคนอีกประเภทหนึ่ง เขาไม่ได้มีปัญหาแค่กับสิ่งที่เราทำ เขามีปัญหากับการที่ “เราเป็นเรา” ต่อให้เราทำอะไรก็ผิดหมด ทำ A ก็ด่า เปลี่ยนเป็น B ก็ด่า เงียบก็บอกหยิ่ง พูดก็บอกเรียกร้องความสนใจ ประสบความสำเร็จก็หาว่าโชคช่วย พลาดขึ้นมาก็รีบวิ่งมาซ้ำเติมทันที

และตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะเมื่อคนคนหนึ่งไม่ชอบเรา แต่ยังยอมเสียเวลาเฝ้าดูทุกอย่างที่เราทำ มันเริ่มไม่ใช่แค่ความเกลียดธรรมดาแล้ว มันคือการหมกมุ่นในรูปแบบหนึ่ง คุณอาจไม่กด Follow แต่คุณก็ตาม คุณอาจไม่กด Like แต่คุณดู คุณอาจไม่แชร์เพื่อสนับสนุน แต่คุณเอาเรื่องเราไปเล่าต่อ คุณอาจบอกว่าเราไม่มีความสำคัญ แต่กลับใช้เวลาของตัวเองพูดถึงเราซ้ำแล้วซ้ำอีก

แล้วคนที่ไม่มีความสำคัญจริง ๆ เขาได้รับความสนใจขนาดนี้ด้วยเหรอ

ความจริงที่เฮเตอร์บางคนไม่อยากยอมรับก็คือ บางครั้งสิ่งที่พวกเขาเกลียดไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่สิ่งที่เราไปกระตุ้นในตัวเขา การเห็นคนอื่นกล้าทำสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าทำอาจทำให้รู้สึกหงุดหงิด การเห็นคนอื่นมั่นใจอาจทำให้ตัวเองรู้สึกไม่มั่นคง การเห็นใครออกไปอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก ยอมเสี่ยง ยอมพลาด ยอมโดนหัวเราะ แล้วก็ยังทำต่อ อาจทำให้คนที่ไม่กล้าลงสนามรู้สึกไม่สบายใจ

เพราะการลงมือทำมันเสี่ยง คุณอาจล้มเหลว คุณอาจโดนด่า คุณอาจดูโง่ คุณอาจโดนหัวเราะ แต่การนั่งอยู่ข้างสนามแล้ววิจารณ์คนอื่นมันปลอดภัยกว่าเยอะ คุณไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย แค่รอให้คนอื่นทำ แล้วคอยบอกว่าตรงไหนห่วย

แต่สุดท้ายคนหนึ่งอยู่ในสนาม อีกคนยังนั่งดูอยู่ข้างสนามเหมือนเดิม

และเรื่องที่ขำที่สุดคือ เฮเตอร์บางคนทำหน้าที่ดีกว่าแฟนคลับจริง ๆ อีก แฟนคลับอาจพลาดบางโพสต์ แต่เฮเตอร์ไม่พลาด แฟนคลับอาจไม่ได้ดูทุกคลิป แต่เฮเตอร์ดูเพื่อหาอะไรไปด่า แฟนคลับอาจไม่ได้พูดถึงเราทุกวัน แต่เฮเตอร์บางคนพูดถึงเราจนเพื่อนตัวเองคงรู้จักชื่อเราไปแล้วด้วยซ้ำ บางครั้งโพสต์เพิ่งลงไม่กี่นาที เฮเตอร์มาถึงคอมเมนต์แล้ว เร็วจนอยากถามจริง ๆ ว่าเปิด Notification ไว้หรือเปล่า

ที่สำคัญ ในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ ทุกวิว ทุกคอมเมนต์ ทุกการแชร์ ทุกครั้งที่ชื่อของเราถูกพูดถึง ล้วนสร้างการมองเห็น เฮเตอร์ที่คิดว่ากำลังทำร้ายเรา บางครั้งกลับทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ฟรีโดยไม่รู้ตัว คุณเข้าไปดูเพื่อจะด่า แต่แพลตฟอร์มเห็นว่าเป็น engagement คุณเอาโพสต์เราไปส่งให้เพื่อนเพื่อหัวเราะ แต่เท่ากับคุณเอาชื่อเราไปแนะนำให้คนใหม่รู้จัก คุณคอมเมนต์ยาวเป็นสิบย่อหน้าเพื่อพิสูจน์ว่าเราไม่มีค่า แต่คุณเพิ่งเสียเวลาครึ่งชั่วโมงให้กับคนที่คุณบอกว่าไม่มีค่า

ขอบคุณสำหรับแรงงานฟรี

เพราะเวลาที่เราไม่สนใจใครจริง ๆ เราไม่ได้เกลียดเขาทุกวัน เราไม่ได้ตามเขาทุกโพสต์ เราไม่ได้ค้นชื่อเขา เราไม่ได้เข้าไปดูคลิป เราไม่ได้เอาเรื่องเขาไปคุยกับเพื่อน และเราไม่เสียเวลาพิมพ์อะไรยาว ๆ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเขาไม่มีความสำคัญ

เราแค่ไม่สนใจ

ความไม่สนใจที่แท้จริงคือความเงียบ แต่การตามดูทุกฝีก้าวแล้วเรียกมันว่า “เกลียด” มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นเฮเตอร์ ก็ทำต่อไปได้เลย ดูทุกโพสต์ เช็กทุกผลงาน จำทุกประโยค เอาชื่อเราไปพูดกับเพื่อน เปิดคลิปเพื่อหาอะไรผิด แล้วกลับมาคอมเมนต์ใหม่ ทำให้เต็มที่ เพราะทุกครั้งที่คุณพยายามพิสูจน์ว่าคุณไม่ชอบเรา คุณก็กำลังพิสูจน์ไปพร้อมกันว่าเราอยู่ในหัวคุณมากแค่ไหน

และถ้าคุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา รู้ว่าเราโพสต์อะไร รู้ว่าเราทำงานอะไร รู้ว่าเราไปไหน พูดอะไร คบกับใคร มีผลงานอะไรใหม่ และพร้อมจะปรากฏตัวทุกครั้งที่ชื่อเราขึ้นมา ทั้งหมดนี้ทั้งที่ยืนยันว่าเกลียดเราเหลือเกิน

ก็ยอมรับเถอะ

มึงเป็นแฟนคลับกูนั่นแหละ

แค่เป็นแฟนคลับประเภทไม่กดไลก์ ไม่ซื้อของ ไม่ชม แต่ติดตามทุกอย่างและช่วยประชาสัมพันธ์ให้ฟรี

ซึ่งถ้าจะทุ่มเทขนาดนี้ ก็ขอบใจมากจริง ๆ

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Next
Next

Thailand Blue Effect คืออะไร? ทำไมกลับจากไทยแล้วถึงคิดถึงจนอยากกลับมาอีก