ลอง TH-AI Passport ครบ 10 วัน: ขอบคุณรัฐบาลที่กล้าพาคนไทยเข้าโลก AI แต่ใช้จริงเราให้ 2/10

TH-AI Passport

〰️

TH-AI Passport 〰️

ตอนที่เราเห็น TH-AI Passport ครั้งแรก เราตื่นเต้นจริง ๆ เพราะในวันที่โลกกำลังวิ่งเข้าสู่ยุค AI แบบแทบไม่มีใครรอใคร การที่รัฐบาลไทยมองเห็นว่า AI ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่กระแสชั่วคราว และไม่ใช่สิ่งที่ควรปิดกั้น ถือเป็นแนวคิดที่เราชื่นชมมาก

รัฐบาลยอมลงทุนระดับพันล้านเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI โดยไม่ต้องไปเสียเงินสมัครทีละค่ายด้วยตัวเอง มีทั้ง AI สำหรับแชต คิดวิเคราะห์ สร้างภาพ สร้างวิดีโอ สร้างเพลง Deep Research และระบบเรียนรู้เกี่ยวกับ AI พร้อมใบประกาศนียบัตร

แค่คิดจะทำสิ่งนี้ เราว่าก้าวหน้าแล้ว

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เรายังเห็นคนจำนวนหนึ่งกลัว AI จนเลือกจะปฏิเสธมันทั้งหมด ทั้งที่ตลาดแรงงาน คอนเทนต์ การตลาด การศึกษา ภาพยนตร์ โฆษณา และธุรกิจทั่วโลกกำลังเปลี่ยนตาม AI อย่างรวดเร็วมาก

เราเลยไม่ได้สมัคร TH-AI Passport เพื่อเข้าไปดูเล่น ๆ แล้วออกมาวิจารณ์

เราใช้จริงประมาณ 10 วัน

เราเรียนจริง 6 คอร์ส รวม 34 บทเรียน ได้ใบรับรองมาแล้ว 5 ใบ ลองแชตกับ AI สร้างภาพ สร้างวิดีโอ สร้างเพลง ใช้ Deep Research เอาหนังสือของเราเข้าไปทดลองทำโฆษณา เอาสินค้าเข้าไปทดลองทำวิดีโอ และพยายามใช้มันกับงานแบบเดียวกับที่เราใช้ AI ตัวอื่นทำงานอยู่ทุกวัน

และหลังจากสิบวัน ถ้าให้คะแนนเต็ม 10

2/10

คะแนน TH-AI Passport จากประสบการณ์ใช้งานจริงของเรา

สองคะแนนนี้ไม่ได้ให้เพราะเราคิดว่าตัวระบบดี

  • คะแนนแรก เราให้กับความคิด
  • คะแนนที่สอง เราให้กับความพยายาม

ส่วนอีกแปดคะแนนหายไประหว่างที่เราเริ่มใช้งานจริง

นี่ไม่ใช่รีวิวจากการเปิดเว็บ 5 นาทีแล้วมาด่า

ก่อนจะเริ่ม ขอเคลียร์ตรงนี้ก่อน เพราะเรารู้ว่าพอรีวิวแรง เดี๋ยวก็ต้องมีคนถามว่า “ได้ลองจริงหรือยัง?”

ลองจ่ะ

จากบัญชีของเรา ณ วันที่เขียนบทความ เราเรียนไปแล้ว 6 คอร์ส 34 บทเรียน และได้รับ Certificate 5 ใบ มีทั้งคอร์สพื้นฐาน AI การนำ AI ไปใช้กับงาน การเขียน Prompt การอธิบายว่า AI เรียนรู้อย่างไร รวมถึงหลักสูตรที่มีชื่อ OpenAI และ Google for Education อยู่ในระบบ

นอกจากเรียนแล้ว เรายังทดลองเครื่องมือสร้างสรรค์แทบทุกประเภทที่เราใช้กับงานจริง ตั้งแต่ภาพ วิดีโอ เพลง ไปจนถึง Research

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขียนต่อจากนี้ไม่ใช่การวิเคราะห์จากหน้าโฆษณาของโครงการ แต่มันคือประสบการณ์ของคนที่พยายามใช้ TH-AI Passport เป็นเครื่องมือทำงานจริงตลอดประมาณสิบวัน

เรียน AI หรือเรากลับไปเรียน ป.4 อีกรอบ?

สิ่งแรกที่เรารู้สึกแปลกมากคือระบบการเรียน

เราเข้าใจเต็มที่ว่าคอร์สของรัฐบาลต้องออกแบบให้คนทั่วไปเรียนได้ คนที่ไม่เคยใช้ ChatGPT มาก่อนต้องเข้าใจ นักเรียนต้องเรียนได้ ผู้สูงอายุก็ควรเรียนได้ และเราไม่ได้เรียกร้องให้บทแรกเปิดมาด้วย Machine Learning Algorithm หรือเขียน Python

แต่คำว่า “ง่าย” กับคำว่า “เชย” มันเป็นคนละเรื่องกัน

หลายครั้งระหว่างเรียน เรามีความรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปนั่งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ตอน ป.4

ทั้งวิธีเล่า การเลือกคำ กราฟิก การเคลื่อนไหว เอฟเฟกต์ และรูปแบบการนำเสนอ มันมีความพยายามจะดูทันสมัย แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือน PowerPoint เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่พยายามใส่เอฟเฟกต์เพื่อบอกนักเรียนว่า “วันนี้เราจะมาเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตกัน”

ปัญหาคือสิ่งที่กำลังสอนอยู่คือ AI

เทคโนโลยีที่บางอย่างเปลี่ยนภายในไม่กี่เดือน บางอย่างเปลี่ยนในไม่กี่สัปดาห์ และบางโมเดลเมื่อสามเดือนก่อนยังเป็นของใหม่ วันนี้ก็มีตัวใหม่แซงไปแล้ว

เนื้อหากำลังพูดถึงอนาคต แต่ประสบการณ์การเรียนบางส่วนกลับทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนอดีต

Prompt ไม่ได้ยากขนาดนั้น

และเรื่องที่ตลกกว่านั้นคือ หลายอย่างที่จริง ๆ แล้วอธิบายง่ายมาก กลับถูกภาษาทางการทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อน

โดยเฉพาะเรื่อง Prompt

การเขียน Prompt มันไม่ได้ยากขนาดนั้น

นี่คือส่วนที่เราอยากพูดตรง ๆ เลยว่า การเขียน Prompt ไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่ศาสตร์ลับ และไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาประหลาดเหมือนกำลังเขียนหนังสือเรียน

AI ต้องการรู้หลัก ๆ ว่า

  • เราต้องการอะไร
  • ทำไปเพื่ออะไร
  • มีข้อมูลหรือบริบทอะไร
  • อยากได้ผลลัพธ์แบบไหน
  • และมีอะไรที่ไม่ต้องการ

แค่นั้นก็เริ่มทำงานได้แล้ว

แน่นอน ยิ่งเราใช้เก่ง เรายิ่งสามารถเขียน Prompt ซับซ้อนขึ้นเพื่อควบคุมผลลัพธ์ได้ละเอียดขึ้น แต่เราไม่เห็นด้วยกับการทำให้คนเริ่มต้นรู้สึกว่าต้องไปเรียนภาษาพิเศษก่อนถึงจะคุยกับ AI ได้

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเขียน “สั่ง AI ให้เป็น”

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเขียนหนังสือ “สั่ง AI ให้เป็น: 1000+ Prompt สำหรับการตลาดและงานธุรกิจ”

ในหนังสือเราไม่ได้ต้องการทำให้ Prompt ดูยากขึ้น แต่ทำตรงกันข้าม เรารวม Prompt มากกว่า 1,000 Prompt และแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อให้คนสามารถเปิดหนังสือ เลือกสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ เอา Prompt ไปใช้ได้ทันที แล้วค่อยแก้ข้อมูลให้ตรงกับงานตัวเอง

  • อยากเขียนคอนเทนต์ ก็เปิดหมวดคอนเทนต์
  • อยากทำการตลาด ก็ไปหมวดการตลาด
  • อยากวางแผนธุรกิจ ก็หาหมวดธุรกิจ
  • อยากได้ไอเดีย ก็หยิบ Prompt ไปเริ่มงาน

ถ้าคอร์ส Prompt ทำให้แกรู้สึกว่า “ทำไมเรื่องนี้ดูยากจังวะ” เราขายของตรงนี้เลย ไปอ่าน “สั่ง AI ให้เป็น” แล้วเอา 1,000+ Prompt ไปใช้ก่อน จากนั้นแกจะเริ่มเข้าใจเองว่าการคุยกับ AI ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอย่างที่ภาษาบางแบบทำให้มันดูยุ่งยาก

ดาวน์โหลด E-book “สั่ง AI ให้เป็น: 1000+ Prompt สำหรับการตลาดและงานธุรกิจ” ผ่าน Google Play

สั่ง AI ให้เป็น 1000+ Prompt ดาวน์โหลดผ่าน Google Play

ดาวน์โหลด E-book ผ่าน MEB

E-book สั่ง AI ให้เป็น MEB ดาวน์โหลดผ่าน MEB

แล้วคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับใช้ AI อยู่ไหน?

อีกเรื่องที่เราสงสัยมากคือ ถ้าเป้าหมายคือ AI Literacy ของคนไทยจริง ๆ ทำไมเราไม่เห็นการให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษสำหรับ AI มากกว่านี้

เราไม่ได้หมายความว่าคนไทยต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งก่อนถึงจะใช้ AI ได้

AI ปัจจุบันใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้นมหาศาล และเราเองก็คุยกับ AI เป็นภาษาไทยทุกวัน

แต่โลกของ AI ยังมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ Documentation, Model Card, Research Paper, Prompt Example, API, Community ไปจนถึงเครื่องมือใหม่ที่เปิดตัวแทบทุกวัน

เรากลับคิดว่าคอร์สอย่าง “ภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับใช้ AI” มีประโยชน์มาก

ไม่ต้องกลับไปสอน Present Simple

ไม่ต้องท่อง is, am, are

แต่สอนคำที่คนใช้ AI จะเจอจริง เช่น composition, reference image, camera movement, aspect ratio, context, reasoning, workflow, source, hallucination, negative prompt หรือศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับงานแต่ละประเภท

ถ้าใครรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นกำแพงของการใช้ AI เราก็มี program ที่เข้ากับเรื่องนี้พอดีคือ Talkpal ซึ่งเป็นเครื่องมือฝึกภาษาโดยใช้ AI เป็นคู่สนทนา เราว่าการใช้ AI เรียนภาษาเพื่อกลับมาใช้ AI อีกทีเป็นวงจรที่มีประโยชน์กว่าการท่องศัพท์เฉย ๆ เยอะ

เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ควรเป็นแค่ทำให้คนไทย “ใช้ AiPASS เป็น”

เป้าหมายควรเป็นทำให้คนไทย “ใช้ AI เป็น” ไม่ว่าจะย้ายไปใช้แพลตฟอร์มไหนก็ตาม

Certificate ดี เราชอบ แต่ใบประกาศไม่ได้แปลว่าใช้ AI เป็น

เรื่อง Certificate ต้องให้เครดิต

เราได้มาหลายใบ และเราคิดว่าระบบนี้มีประโยชน์ เพราะมันสร้างแรงจูงใจให้คนเรียนต่อ นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานสามารถมีหลักฐานว่าเคยผ่านหลักสูตร และระบบคะแนนก็ช่วยทำให้คนอยากไปต่อ

แต่สิ่งที่เราอยากให้ระวังคืออย่าให้เกิดความรู้สึกว่า

เรียนครบ = ใช้ AI เป็นแล้ว

AI Literacy ที่แท้จริงสำหรับเราไม่ใช่การตอบได้ว่า Artificial Intelligence คืออะไร

  • รู้ว่า AI ตอบผิดได้
  • รู้ว่าต้องตรวจสอบแหล่งข้อมูล
  • รู้ว่า Citation ไม่ได้แปลว่าข้อความนั้นถูกเสมอ
  • รู้ว่าโมเดลแต่ละตัวเหมาะกับงานไม่เหมือนกัน
  • รู้ว่า Prompt ไม่มีสูตรตายตัว
  • รู้ว่า AI สามารถ hallucinate ได้
  • รู้ว่าภาพ AI สามารถสร้างข้อมูลปลอมขึ้นมาได้
  • รู้ว่า Research ยาวสิบหน้าก็สามารถห่วยได้

ถ้าเรามี Certificate ห้าใบแต่เชื่อทุกอย่างที่ AI บอกทันที เราก็ยังไม่ได้มี AI Literacy มากเท่าไร

แชต AI: ทำไมเราต้องกลับมาทำความรู้จักกันใหม่เรื่อย ๆ?

สำหรับคนที่ใช้ AI นาน ๆ Context คือของสำคัญมาก

AI ที่เราใช้ทำงานทุกวันมีประโยชน์ไม่ได้เพราะตอบคำถามเก่งอย่างเดียว แต่มันต้องช่วยลดการเริ่มต้นใหม่

ถ้าเรากำลังทำโปรเจกต์เดิมอยู่ เราไม่อยากกลับมาอธิบายทุกวันว่าเราเป็นใคร ทำงานอะไร เว็บไซต์เราคืออะไร กำลังทำอะไรอยู่ และรูปแบบงานของเราเป็นอย่างไร

ประสบการณ์ที่เราได้รับจาก AiPASS หลายครั้งกลับทำให้รู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยที่มาทำงานกับเราวันแรกซ้ำทุกวัน

วันนี้แนะนำตัว

พรุ่งนี้แนะนำใหม่

อีกสองวันกลับมาเริ่มใหม่อีก

ระบบมีเครื่องมือเรื่อง Folder และการเชื่อมโยงบริบทอยู่ แต่ในประสบการณ์ใช้งานจริงของเรา ความรู้สึกของการทำงานต่อเนื่องยังห่างจาก AI ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ประจำวันของเรา

สำหรับคนถามคำถามทั่วไปอาจไม่เป็นไร

แต่สำหรับคนเขียนหนังสือ นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ YouTuber นักทำหนัง หรือนักโฆษณาที่มีโปรเจกต์ต่อเนื่อง Context ไม่ใช่ของเล่น มันช่วยประหยัดเวลาจริง

สร้างภาพ: ภาษาอะไรวะนั่น?

เราเอาปก E-book ของตัวเองเข้าไปทดลองสร้างภาพโฆษณา

โจทย์ไม่ได้ซับซ้อน เราต้องการภาพโฆษณาหนังสือแบบ Minimal สะอาด ดูดี และอ่านข้อความได้

ผลที่ได้มีทั้งตัวอักษรเพี้ยน ภาษาไทยที่เหมือนภาษาใหม่ซึ่งเราไม่รู้ว่าประเทศไหนใช้ คำผิด CTA ที่อ่านไม่ออก และองค์ประกอบที่ต้องกลับไปแก้อีกหลายรอบ

เรารู้ดีว่า Generative Image เคยมีปัญหาเรื่องตัวหนังสือกันทุกค่าย

แต่เรากำลังอยู่ในปี 2026 แล้ว

มาตรฐานของ AI Image วันนี้ไปไกลมาก ถ้าเรากำลังพูดถึง AI ระดับ Pro แล้วผลลัพธ์ยังทำให้ข้อความบนโฆษณาหนังสือกลายเป็นอักษรจากดาวอื่น เราว่ามันยังไม่พร้อมกับงาน Commercial ของเรา

สร้างวิดีโอ: 480p แล้วกูจะเอาไปขายของยังไง?

ถ้าสร้างภาพทำให้เราผิดหวัง AI Video คือจุดที่เราถามตัวเองหนักที่สุดว่า

“แล้วกูจะเอาอันนี้ไปทำอะไรต่อ?”

ตอนที่เราทดลองสร้างวิดีโอผ่าน Seedance 2.0 ใน AiPASS หน้าจอที่เราใช้งานให้ Output อยู่ที่ 480p

480p

Output ที่เราได้รับจากการทดลอง

ในปี 2026 เรากำลังอยู่ในยุคที่โทรศัพท์ถ่าย 4K ได้เป็นเรื่องธรรมดา TikTok, Reels, YouTube Shorts และโฆษณาออนไลน์ดูบนโทรศัพท์ที่หน้าจอความละเอียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเครื่องมือที่เสนอมาให้เราใช้ทำ AI Video ให้ Output ที่เราทดลองได้แค่ 480p

ถามจริง แล้วเราจะเอาไปขายของยังไง?

เราไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลแจกระบบสร้างหนัง IMAX ฟรี

แต่ถ้าคำว่า AI Adoption หมายถึงเอา AI ไปใช้ประกอบอาชีพจริง คุณภาพของ Output ต้องเป็นส่วนหนึ่งของสมการด้วย

วิดีโอที่สร้างได้ไม่ได้มีค่าเพียงเพราะ “มันขยับได้”

สำหรับคนทำหนัง ทำโฆษณา ทำ UGC หรือขายสินค้า มันต้องเอาไปใช้งานต่อได้

  • เราเอาภาพผลิตภัณฑ์เข้าไปลอง
  • เอา E-book เข้าไปลอง
  • ให้โจทย์โฆษณาธรรมดา
  • ลองงานที่ไม่ได้ซับซ้อน

ผลลัพธ์ที่ได้ยังห่างจากมาตรฐานของ AI Video ที่เราใช้งานจากแพลตฟอร์มอื่นมาก

ถ้าทำวิดีโอจริง เราใช้ Higgsfield

และตรงนี้เราขายของแบบไม่แอบแล้วด้วยซ้ำ ถ้าแกเป็น Filmmaker, Advertising Creator, Content Creator หรือทำ UGC เราอยากให้ลอง Higgsfield มาก

สิ่งที่เราชอบ Higgsfield คือมันไม่ได้คิดแค่ว่า “สร้างวิดีโอให้ได้หนึ่งคลิป” แต่มันคิดในแบบ Creative Production มากกว่า ทั้งการควบคุมภาพ กล้อง Product-to-Video งาน UGC งานโฆษณา และ Workflow ที่เหมาะกับคนทำ Visual

เราเป็น Partner กับเขา เราแนะนำเพราะเราใช้เครื่องมือ AI Video ทำงานจริง และเราอยากให้คนได้เห็นว่ามาตรฐานของตลาดตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว

InVideo AI สำหรับคนที่อยากทำคอนเทนต์เร็วขึ้น

อีกตัวที่เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากนั่งควบคุมทุกช็อตแบบคนทำหนังคือ InVideo AI ถ้าเป้าหมายคือสร้างวิดีโอคอนเทนต์จากไอเดียหรือข้อความให้เร็วขึ้น มันเป็นอีก Workflow หนึ่งที่ควรลอง

ส่วนถ้า Generate เสร็จแล้วต้องกลับมาตัดต่อ ใส่ Subtitle ปรับ Format ทำ Social Content ต่อ CapCut ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ง่ายกว่าสำหรับคนทั่วไป

นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากให้ TH-AI Passport สอนด้วย

อย่าสอนเพียงว่า “AI สร้างวิดีโอได้”

  • สร้างแล้วเอาไปทำอะไร?
  • คุณภาพเท่าไรถึงใช้จริงได้?
  • ควร Generate ที่ไหน?
  • ควรตัดต่ออย่างไร?
  • ทำ Commercial Content ต้องคิดเรื่องอะไร?
  • แล้ว Workflow ตั้งแต่ Prompt จนถึง Export จริงหน้าตาแบบไหน?

อันนั้นต่างหากคือ AI Adoption

สร้างเพลง: อันนี้กลับเป็นฟังก์ชันที่เราให้ผ่าน

ด่ามาถึงตรงนี้ ต้องชมของที่เราชอบด้วย

ระบบสร้างเพลงคือส่วนที่เราใช้แล้วรู้สึกว่าโอเคที่สุด

เราให้รายละเอียด Genre, Mood, BPM, เครื่องดนตรี โครงสร้าง และบอกว่าไม่ต้องมีเสียงร้อง ระบบสามารถสร้างเพลงออกมาให้ฟังได้จริงและเข้าใจ Direction ของเราได้ในระดับที่น่าพอใจ

เราเจอกรณีที่ Prompt ซึ่งอ้างชื่อเพลงหรือศิลปินถูกระบบปฏิเสธ ซึ่งเราเข้าใจได้ในเรื่อง Copyright และ Safety

เมื่อเทียบกับเครื่องมือ Creative ตัวอื่นในระบบ ส่วนเพลงเป็นตัวเดียวที่เรารู้สึกว่า

โอเค ผ่าน

แต่ถ้าแกเป็น YouTuber หรือ Filmmaker ที่ต้องการเพลงไปใช้ในงาน Commercial จริง เราก็ยังอยากให้แยกเรื่อง “AI สร้างเพลงได้” ออกจากเรื่อง “เรามีสิทธิ์ใช้เพลงนั้นอย่างไร” ให้ชัด

เราทำงานกับ Epidemic Sound อยู่ด้วย และข้อดีของบริการประเภทนี้คือ Licensing ถูกสร้างมาสำหรับ Creator โดยตรง มีเพลงและ Sound Effect สำหรับงาน Video มากกว่าแค่การ Generate เพลงสนุก ๆ

Deep Research: ยาวไม่ได้แปลว่าลึก และมี Citation ไม่ได้แปลว่าครบ

ส่วนที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ Deep Research เพราะเราทำ Research กับงานของตัวเองบ่อยมาก

เราเลยจงใจตั้งโจทย์เกี่ยวกับการเมืองและรัฐบาล ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีข้อมูลหลายมุมมอง เพื่อดูว่าระบบจะไปหาอะไรมาให้เรา

ผลลัพธ์ที่เราได้ยาวมาก

มีหัวข้อ

มี Citation

หน้าตาดู Research สุด ๆ

แต่เมื่อดูแหล่งข้อมูล เรากลับพบว่ามันหนักไปทางแหล่งข้อมูลและสื่อในประเทศไทยมากกว่าที่เราคาดหวัง และไม่ได้มีมุมจากสื่อต่างประเทศหรือแหล่งอิสระหลากหลายเท่าที่เราอยากได้จากคำว่า Deep Research

เราย้ำตรงนี้ว่าเราไม่สามารถสรุปจากการทดลองของเราว่าระบบ “ตั้งใจ” เลือกข้อมูลแบบนั้น

สิ่งที่เราพูดได้คือ Output ที่เราได้รับจากโจทย์ของเราเป็นแบบนั้น

และสำหรับเรา มันยังไม่พอ

โดยเฉพาะ Research ทางการเมือง เราไม่ได้ต้องการให้ AI เลือกว่ารัฐบาลดีหรือรัฐบาลเลว

เราอยากให้มันเอาข้อมูลมาให้ครบ

  • ฝ่ายรัฐบาลพูดอะไร
  • ฝ่ายค้านพูดอะไร
  • ข้อมูลต้นฉบับคืออะไร
  • นักวิชาการว่าอย่างไร
  • สื่อไทยรายงานอย่างไร
  • สื่อต่างประเทศมองอย่างไร
  • ข้อมูลไหนเป็น Fact
  • ข้อมูลไหนเป็น Claim
  • ข้อมูลไหนเป็น Opinion

จากนั้นปล่อยให้เราเป็นคนคิด

AI Research ที่ดีไม่ควรสร้างห้องที่มีแต่เสียงแบบเดียวให้เรา มันควรเปิดประตูหลายบานแล้วให้เราเดินไปดูเอง

ใครอยากเป็น YouTuber อย่าใช้ AI แค่เขียน Caption

อีกกลุ่มที่เราคิดว่าจะได้ประโยชน์จาก AI มากคือ YouTuber

แต่ถ้าใช้ AI แค่ถามว่า “ช่วยคิดชื่อคลิปให้หน่อย” แกกำลังใช้มันได้ประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่มันช่วยได้

YouTube เป็นเรื่องของ Data ด้วย

  • คนกำลังค้นหาอะไร
  • หัวข้อไหนกำลังมา
  • คู่แข่งทำอะไร
  • Thumbnail แบบไหนทำงาน
  • คลิปไหนเป็น Outlier
  • Retention ตกตรงไหน
  • Topic ไหนที่ช่องเราควรหยุดทำ

ตัวที่เราใช้และเป็น Partner อยู่คือ vidIQ เพราะมันโฟกัสกับ YouTube โดยตรง มีทั้ง Keyword Research, Competitor Analysis, Channel Audit, Video Ideas, AI Coach, Title, Description, Script, Thumbnail และ Trend Research

เราอยากเห็นคอร์ส TH-AI Passport ไปถึงระดับนี้มากขึ้น คือไม่ใช่บอกเพียงว่า “AI ช่วย Content Creator ได้”

แต่ให้คนเข้าใจจริง ๆ ว่าในอาชีพของเขา AI เข้าไปอยู่ส่วนไหนของ Workflow ได้บ้าง

AI Voice ก็เหมือนกัน

ถ้าเป็นคนทำ Voice Content ก็เหมือนกัน AI Voice วันนี้ไปไกลมากแล้ว ตัวที่เราเป็น Partner อยู่คือ ElevenLabs ซึ่งเหมาะกับงาน Voiceover, Narration และงานเสียงที่ Creator สามารถเอาไปต่อกับวิดีโอได้

ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องซื้อเครื่องมือเหล่านี้หมด

ประเด็นคือคนที่เรียน AI ควรรู้ด้วยว่า Ecosystem ข้างนอกมีอะไรบ้าง และเครื่องมือแต่ละประเภทถูกสร้างมาแก้ปัญหาอะไร

TH-AI Passport ไม่ควรสร้างโลก AI อีกใบหนึ่งขึ้นมาแล้วทำให้คนอยู่ในนั้น มันควรเป็นประตูพาคนออกไปเจอโลก AI จริง

แล้วสุดท้ายเรายังขอบคุณรัฐบาลอยู่ไหม?

ขอบคุณจริง

ถึงเราจะด่ามาตลอดบทความ และคะแนนของเราสำหรับประสบการณ์ใช้งานปัจจุบันยังเป็น 2/10 แต่เราขอบคุณรัฐบาลสำหรับแนวคิดของโครงการนี้จริง ๆ

เราอยากแยกสองสิ่งออกจากกันให้ชัด

Execution

สำหรับเราตอนนี้ยังมีปัญหาเยอะ

Vision

แนวคิดเรื่องการเปิดให้คนไทยเข้าถึง AI เราเห็นด้วยมาก

Execution สำหรับเราตอนนี้ยังมีปัญหาเยอะ

  • คอร์สบางส่วนเชย
  • ภาษาการสอนประหลาด
  • การใช้งานบางอย่างไม่ต่อเนื่อง
  • ภาพยังมีปัญหา
  • วิดีโอที่เราทดลองได้ 480p
  • Deep Research ยังไม่กว้างในระดับที่เราต้องการ

แต่ Vision เรากลับเห็นด้วยมาก

รัฐบาลเลือกยอมรับความจริงว่า AI กำลังเปลี่ยนโลก และยอมลงทุนระดับพันล้านเพื่อให้ประชาชนจำนวนมากได้ทดลองเทคโนโลยีที่ปกติบางคนอาจไม่มีเงินสมัครใช้ด้วยตัวเอง

แค่เรื่องนี้ก็ก้าวหน้ามากแล้ว

เพราะสิ่งที่เราน่าเป็นห่วงกว่าคนใช้ AI คือคนที่ปฏิเสธการเรียนรู้ AI โดยสิ้นเชิง

การตั้งคำถามเรื่อง AI เป็นเรื่องดี

  • กังวลเรื่อง Copyright ได้
  • กังวลเรื่องงานได้
  • กังวลเรื่อง Deepfake ได้
  • กังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวได้
  • วิจารณ์บริษัท AI ได้

แต่การปิดประตูแล้วบอกว่า “ไม่เอา AI” ไม่ได้ทำให้โลกหยุดพัฒนา

AI ไม่รอให้เราพร้อม

  • ตลาดแรงงานไม่รอ
  • ธุรกิจไม่รอ
  • คนทำหนังไม่รอ
  • วงการโฆษณาไม่รอ
  • YouTube ไม่รอ
  • ประเทศอื่นก็ไม่รอเรา

เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลไทยเลือกพูดกับประชาชนว่า

“มาลองใช้กัน เดี๋ยวรัฐช่วยให้เข้าถึง”

สำหรับเรา นั่นคือสิ่งที่ควรได้รับคำชม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยคิดเรื่อง TH-AI Passport

ปัญหาคือตอนนี้ของที่สร้างขึ้นมายังตามความทะเยอทะยานของแนวคิดไม่ทัน

ดังนั้นเราไม่ได้อยากให้ยกเลิก

เราอยากให้แก้

  • เอาคนที่ใช้ AI ทำงานจริงเข้าไปช่วยออกแบบ
  • เอา Creator เข้าไปลอง
  • เอา Filmmaker เข้าไปลอง
  • เอา SME เข้าไปลอง
  • เอานักเรียนเข้าไปลอง
  • เอาคนที่ไม่เคยใช้ AI เข้าไปลอง

แล้วดูว่าคนเหล่านั้นติดตรงไหนจริง

  • เลิกพูดกับผู้ใหญ่เหมือนนักเรียน ป.4
  • สอน Prompt ให้เป็นภาษามนุษย์
  • เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษสำหรับ AI
  • สอนการตรวจสอบข้อมูล
  • สอน Workflow
  • ยกระดับ Output สำหรับงาน Commercial
  • ทำ Research ให้เปิดกว้าง
  • ทำให้คนรู้ว่าพอออกจาก AiPASS แล้วโลก AI ข้างนอกมีอะไรให้ใช้ต่อ

เพราะสุดท้ายเป้าหมายไม่ควรเป็นการสร้างคนไทยที่เก่ง TH-AI Passport

เราต้องการสร้างคนไทยที่เก่ง AI

ถ้ารัฐบาลทำไปถึงจุดนั้นได้ เงินระดับพันล้านที่ลงทุนกับโครงการนี้อาจกลายเป็นการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อคนไทยมหาศาล

แต่ถ้าถามเราจากสิบวันที่ผ่านมา ณ ตอนนี้ว่าให้กี่คะแนน

ตัวผลิตภัณฑ์

2/10

ความคิด “คนไทยต้องเข้าถึง AI”

10/10

ขอบคุณที่คิดจะทำนะ

แต่ของที่ทำมาแล้วตอนนี้ ขอเอากลับไปแก้อีกเยอะ ๆ

Affiliate Disclosure

บทความนี้มี Affiliate Link บางส่วน ความคิดเห็นเกี่ยวกับ TH-AI Passport ทั้งหมดในบทความนี้มาจากประสบการณ์ที่เราใช้งานและทดลองด้วยตัวเอง

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TH-AI Passport

TH-AI Passport ใช้ฟรีไหม?

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ โครงการเปิดให้ใช้งาน AiPASS โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขและโควตาที่โครงการกำหนด

TH-AI Passport ดีไหม?

แนวคิดของโครงการเราคิดว่าดีมาก แต่จากประสบการณ์ใช้งานประมาณ 10 วัน เราให้ตัวผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน 2/10 โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ การสร้างภาพ วิดีโอ และ Deep Research

AI Video ของ TH-AI Passport สร้างได้ความละเอียดเท่าไร?

ในการทดลองของเราผ่าน Seedance 2.0 หน้าจอที่เราใช้งานแสดงตัวเลือก Output 480p ซึ่งสำหรับเราไม่เพียงพอกับงานโฆษณาหรือ Commercial Content ที่ต้องนำไปเผยแพร่จริง

เขียน Prompt ยากไหม?

ไม่จำเป็นต้องยาก เริ่มจากบอก AI ให้ชัดว่าต้องการอะไร มีบริบทอะไร ต้องการผลลัพธ์แบบไหน และมีข้อจำกัดอะไร หากต้องการ Prompt พร้อมใช้ หนังสือ “สั่ง AI ให้เป็น” ของเรารวม Prompt มากกว่า 1,000 Prompt สำหรับการตลาด คอนเทนต์ และธุรกิจ พร้อมแบ่งหมวดหมู่ไว้แล้ว

TH-AI Passport เหมาะกับใคร?

เราคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับคนที่ยังไม่เคยเข้าถึง AI หลายค่าย เพราะสามารถทดลองเครื่องมือหลายประเภทได้โดยไม่ต้องเริ่มจากการสมัครบริการหลายตัวด้วยตัวเอง แต่หากทำงานเฉพาะทาง เช่น วิดีโอ YouTube งานเสียง หรืองาน Creative Production เครื่องมือเฉพาะทางภายนอกอาจเหมาะกับ Workflow มากกว่า

Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Next
Next

Higgsfield AI คืออะไร? ทำไมครีเอเตอร์ควรรู้จัก AI Video ตัวนี้ก่อนมันแมสในไทย