ทำไมเราไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต แม้แต่กับคนที่กระทำความผิดอย่างโหดร้ายที่สุด
ถ้าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ผิด แล้วทำไมเราถึงยอมให้รัฐมีสิทธิ์ฆ่าคนได้?
นี่เป็นคำถามที่อยู่ในใจเรามานาน และเราเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เรากำลังจะพูด
เราไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีที่โหดร้ายเพียงใดก็ตาม ไม่ใช่เพราะเราเห็นใจคนร้ายมากกว่าเหยื่อ ไม่ใช่เพราะเราเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการให้อภัยโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เพราะเราเชื่อว่ารัฐไม่ควรมีอำนาจในการพรากชีวิตมนุษย์ และการฆ่าคนเพื่อลงโทษการฆ่าคน ไม่ใช่หนทางเดียวที่สังคมจะสร้างความยุติธรรมได้
เราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้อ่อนไหวมาก โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากอาชญากรรมรุนแรง
เรายังจำข่าวคดีน้องแก้ม เด็กหญิงวัย 13 ปี ที่ถูกพนักงานรถไฟล่วงละเมิดทางเพศและฆาตกรรมเมื่อปี 2557 ได้ ความโหดร้ายของคดีทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก และเราเข้าใจว่าทำไมผู้คนจำนวนมากถึงโกรธแค้นและเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงที่สุด
แต่ท่ามกลางความโกรธแค้นเหล่านั้น เรากลับมีคำถามอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น
มนุษย์คนหนึ่งเติบโตมาอย่างไร ถึงสามารถกระทำสิ่งที่โหดร้ายกับมนุษย์อีกคนได้ถึงขนาดนั้น?
เขาเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน? เขาเคยผ่านประสบการณ์อะไรบ้าง? เคยถูกทำร้ายหรือถูกล่วงละเมิดมาก่อนหรือเปล่า? มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตและความคิดของเขา จนทำให้เขาตัดสินใจกระทำสิ่งที่เราแทบจินตนาการไม่ออก?
เราไม่ได้กำลังบอกว่าสภาพแวดล้อมเป็นข้ออ้างให้ใครทำร้ายคนอื่น และเราไม่ได้มีหลักฐานว่าคนร้ายในคดีดังกล่าวมีประสบการณ์ชีวิตแบบใด คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ตัวให้เขา แต่เป็นสิ่งที่เราอยากให้สังคมพยายามศึกษา
เพราะถ้าเราเพียงแค่ประหารชีวิตเขา เราอาจลงโทษผู้กระทำผิดได้ แต่เราได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้อาชญากรรมเช่นนี้เกิดขึ้นบ้าง?
และที่สำคัญ เราจะป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปได้อย่างไร?
เราไม่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเป็นคนเลว
เราไม่ค่อยเชื่อในการแบ่งมนุษย์ออกเป็นคนดีและคนเลวอย่างเด็ดขาด เพราะมาตรฐานทางศีลธรรมของมนุษย์ถูกหล่อหลอมจากวัฒนธรรม สังคม การศึกษา ความเชื่อ และประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน
สิ่งที่สังคมหนึ่งยอมรับ อาจเป็นสิ่งที่อีกสังคมหนึ่งต่อต้านอย่างรุนแรง และสิ่งที่เราเคยคิดว่าถูกต้องในอดีต ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เราตั้งคำถามในวันนี้
เราไม่เชื่อว่ามีมนุษย์คนไหนตื่นนอนขึ้นมาแล้วคิดว่า วันนี้กูจะเป็นคนเลวให้ได้เลย
การกระทำของมนุษย์มีที่มาที่ไปเสมอ แม้บางครั้งที่มานั้นจะซับซ้อนหรือยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ
แน่นอนว่า มนุษย์ยังต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง การพยายามเข้าใจใครสักคนไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ
แต่สำหรับเรา ความยุติธรรมไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่าเราจะลงโทษคนคนนี้อย่างไร มันควรขยายไปถึงคำถามว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ใครต้องกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงแบบเดียวกันอีก
แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าใครสมควรตาย?
อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตคือ ความผิดพลาดของมนุษย์
ผู้พิพากษาคือมนุษย์ ตำรวจคือมนุษย์ อัยการคือมนุษย์ พยานก็เป็นมนุษย์ ทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ แม้จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุดก็ตาม
กระบวนการยุติธรรมอาจมีหลักฐานผิดพลาด คำให้การที่ไม่ถูกต้อง หรือข้อมูลสำคัญที่เพิ่งถูกค้นพบภายหลัง
หากเราจำคุกคนบริสุทธิ์ เรายังมีโอกาสปล่อยตัวเขาและพยายามชดเชยความเสียหาย แม้จะไม่มีอะไรคืนเวลาที่เขาสูญเสียไปได้ทั้งหมด
แต่ถ้าเราประหารชีวิตคนบริสุทธิ์ไปแล้ว เราจะคืนชีวิตให้เขาอย่างไร?
สำหรับเรา นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงที่รัฐควรมีสิทธิ์ยอมรับแทนประชาชนคนหนึ่ง
เราไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของกฎหมายหรือการลงโทษ ผู้กระทำความผิดร้ายแรงต้องรับผิดชอบ และสังคมต้องมีมาตรการปกป้องประชาชนจากอันตราย
แต่เราตั้งคำถามว่า ทำไมการปกป้องสังคมจึงจำเป็นต้องจบลงด้วยการประหารชีวิต?
ถ้ามีคนฆ่าพ่อของคุณ คุณจะให้อภัยเขาไหม?
มีคนเคยถามเราด้วยคำถามนี้ และเราตอบไปอย่างตรงไปตรงมาว่า
เราให้อภัย
ไม่ใช่เพราะชีวิตของพ่อเราไม่มีค่า ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าคนที่ทำร้ายพ่อไม่ควรรับโทษ แต่เพราะเราเชื่อว่าต่อให้เราโกรธแค้นเขาไปตลอดชีวิต พ่อเราก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอยู่ดี
การที่เราเกลียดใครสักคนไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นย้อนกลับไปเหมือนเดิม
การให้อภัยในความหมายของเราไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และไม่ได้แปลว่าเราต้องกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา
มันหมายถึงการที่เราไม่อยากให้ความโกรธแค้นเป็นสิ่งกำหนดชีวิตที่เหลืออยู่ของเรา
อย่างไรก็ตาม เราไม่เคยคิดว่าครอบครัวของเหยื่อทุกคนจำเป็นต้องให้อภัยเหมือนเรา ความเจ็บปวดของแต่ละคนแตกต่างกัน และไม่มีใครควรมีสิทธิ์ไปบังคับให้คนที่สูญเสียต้องยกโทษให้ผู้กระทำผิด
เราเพียงกำลังอธิบายว่า ถ้าเป็นเรา เราอยากเลือกที่จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่แบกรับความเกลียดชังนั้นไว้ตลอดชีวิต
สังคมจะก้าวข้ามการฆ่ามาฆ่ากลับได้หรือไม่?
มนุษย์เคยอยู่ในยุคสมัยที่การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ การทำร้ายเพื่อตอบแทนการทำร้าย หรือการฆ่าเพื่อตอบแทนการฆ่า เป็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ของหลายสังคม
แต่ในเมื่อมนุษย์พัฒนาความรู้ เทคโนโลยี การแพทย์ และระบบสังคมมาไกลขนาดนี้แล้ว เราจะพัฒนาวิธีคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมให้ก้าวข้ามการพรากชีวิตกันได้หรือไม่?
เราเข้าใจว่าผู้สนับสนุนโทษประหารอาจมองว่ามันช่วยปกป้องสังคม ยับยั้งอาชญากรรม และทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษที่สาสมกับความเสียหายที่ก่อขึ้น
แต่สำหรับเรา ยังมีคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือเราจะสร้างระบบยุติธรรมที่ปกป้องประชาชน ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยเหลือผู้เสียหาย และป้องกันอาชญากรรมได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องใช้การประหารชีวิต
เราอยากเห็นสังคมที่จริงจังกับการศึกษาสาเหตุของอาชญากรรม สุขภาพจิต ความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ การศึกษา และปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ลดทอนความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด
เพราะการประหารผู้กระทำผิดหนึ่งคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้ปัญหาทั้งหมดที่ทำให้อาชญากรรมเกิดขึ้นได้แล้ว
ความเมตตาไม่ใช่ความอ่อนแอ
เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีไปกว่าใคร และไม่ได้กำลังสอนให้ทุกคนต้องมีศีลธรรมแบบเดียวกับเรา
เราแค่เชื่อว่าอารยธรรมของมนุษย์ควรสามารถพัฒนาไปถึงจุดที่เราไม่จำเป็นต้องใช้การฆ่าเป็นคำตอบสุดท้ายของความยุติธรรม
เราอยากเห็นโลกที่ผู้คนพยายามเข้าใจมากกว่าด่วนตัดสิน ตั้งคำถามมากกว่าปล่อยให้ความโกรธเป็นผู้กำหนดคำตอบ และมองเห็นความเป็นมนุษย์แม้ในคนที่เคยกระทำสิ่งเลวร้ายที่สุด
การมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวผู้กระทำผิด ไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเหยื่อมีค่าน้อยลงเลย
ตรงกันข้าม เราเชื่อว่าทุกชีวิตควรได้รับการปกป้อง และรัฐไม่ควรมีอำนาจตัดสินพรากชีวิตใครไป แม้บุคคลนั้นจะเคยพรากชีวิตคนอื่นมาก่อน
บางคนอาจเรียกความคิดนี้ว่าโลกสวย บางคนอาจมองว่าเราอ่อนแอ หรือไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง
เราเข้าใจที่พวกเขาจะคิดแบบนั้น และเราไม่ได้โกรธพวกเขาเลย
เพราะสุดท้าย เราต่างเติบโตมาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
สำหรับเรา การยกเลิกโทษประหารชีวิตไม่ใช่การยอมแพ้ต่ออาชญากรรม แต่คือความหวังว่าวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถสร้างความยุติธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องพรากชีวิตมนุษย์อีกคน
และถ้าความยุติธรรมมีไว้เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นจริง ๆ เราอยากให้เราลองตั้งคำถามกันว่า
เราต้องการสังคมที่ลงโทษความรุนแรงด้วยความตาย หรือสังคมที่เรียนรู้ว่าจะหยุดความรุนแรงได้อย่างไร โดยไม่ต้องฆ่าใครอีก?
— Aam Anusorn