ใคร “เป็นรุกหรือรับ”? เรื่องบนเตียงของคนอื่น เสือกทำไมอ่ะ?

เห็นผู้ชายสองคนยืนข้างกัน แล้วสิ่งแรกที่อยากรู้คือ “ใครรุก ใครรับ?”

เดี๋ยวนะ ทำไมเราถึงต้องอยากรู้ขนาดนั้นว่า คนสองคนเอากันยังไงบนเตียง?

คนนี้ตัวสูงกว่า งั้นต้องรุก
คนนี้หน้าหวานกว่า งั้นต้องรับ
คนนี้แมนกว่า งั้นต้องเป็นฝ่ายสอดใส่
คนนี้ตัวเล็กกว่า นุ่มนิ่มกว่า งั้นต้องเป็นฝ่ายถูกสอดใส่

พอพูดออกมาตรง ๆ แล้วมันแปลกไหม?

แปลกสิ เพราะมันคือเรื่องเซ็กส์ของคนอื่น

และมันไม่ได้กลายเป็นคำถามที่เหมาะสมขึ้นมา เพียงเพราะคนที่เรากำลังพูดถึงเป็นเกย์ เป็นไบ เป็น LGBTQ+ เป็นนักแสดงซีรีส์วาย หรือเป็นคนดัง

ความอยากรู้ของเราไม่ได้แปลว่าเรามีสิทธิ์รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับร่างกายและชีวิตเซ็กส์ของคนอื่น

อยากรู้ได้ แต่ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิ์ถาม

ขอแยกก่อนว่า การพูดเรื่องรุก เรื่องรับ หรือเรื่องเซ็กส์ ไม่ได้ผิดในตัวมันเอง ถ้าเป็นคนที่กำลังเดตกัน เป็นแฟนกัน กำลังจะมีเซ็กส์กัน หรือเจ้าตัวเปิดประเด็นขึ้นมาเอง นั่นเป็นบทสนทนาที่มีบริบทและมี consent

แต่ถ้าอยู่ดี ๆ เราเดินไปถามเพื่อน คนรู้จัก คนแปลกหน้า ดารา นักแสดง หรืออินฟลูเอนเซอร์ว่า “เป็นรุกหรือรับ?” ทั้งที่เขาไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ถามเรื่องชีวิตเซ็กส์เลย อันนี้คนละเรื่อง

ลองนึกภาพคู่ชายหญิงดู เราเดินเข้าไปถามเขาไหมว่า “เวลามีอะไรกัน ใครอยู่ข้างบน?” “ชอบท่าไหน?” “ใครเป็นฝ่ายเริ่ม?” “ใครชอบโดนมากกว่ากัน?”

ส่วนใหญ่เรารู้อยู่แล้วว่า เสือกเกินไป แล้วทำไมพอเป็นคู่ผู้ชายกับผู้ชาย จู่ ๆ เส้นความเป็นส่วนตัวถึงหายไป?

คน LGBTQ+ ไม่ใช่โปรไฟล์ Grindr เดินได้

บางครั้งเรารู้สึกว่าสังคมมองคน LGBTQ+ แบบประหลาดมาก ปากบอกว่าเปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย สนับสนุนความเท่าเทียม แต่พอเจอเกย์หนึ่งคน สิ่งที่อยากรู้กลับกลายเป็น รุกไหม? รับไหม? สลับไหม? มีแฟนหรือยัง? แฟนเป็นรุกหรือรับ? หน้าหวานแบบนี้รับแน่เลยใช่ไหม?

อีดอก ใจเย็นก่อน

คน LGBTQ+ ไม่ใช่ “โปรไฟล์ Grindr เดินได้” ที่เห็นหน้าแล้วต้องมีช่องให้กรอก Top, Bottom, Versatile พร้อมส่วนสูง น้ำหนัก และตำแหน่งบนเตียง

คนคนหนึ่งมีชีวิตตั้งเยอะ เขาชอบหนังอะไร คิดยังไงกับโลก ทำงานอะไร กลัวอะไร รักใคร มีความฝันอะไร เป็นคนแบบไหน แต่บางคนกลับข้ามทุกอย่างนั้นไปถามว่า “แล้วมึงรับหรือรุก?”

เอ้า แล้วข้อมูลนี้จะเอาไปทำอะไรต่อก่อน?

ปัญหาไม่ใช่แค่ความเสือก แต่มันมีความคิดเก่า ๆ ซ่อนอยู่ด้วย

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เวลาเราเดาว่าใครรุกใครรับ เรามักไม่ได้เดาสุ่ม ๆ เรามักใช้ stereotype

ตัวสูง = รุก
กล้ามใหญ่ = รุก
พูดน้อย = รุก
แมน = รุก
ตัวเล็ก = รับ
หน้าหวาน = รับ
อ่อนโยน = รับ
ขี้อาย = รับ

เห็นอะไรไหม? มันคือการเอาบทบาทชายหญิงแบบเก่า ๆ มาแปะลงบนความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันอีกที เหมือนสมองเรายังต้องการหาคำตอบให้ได้ว่า “โอเค สองคนนี้เป็นผู้ชายเหมือนกัน แล้วใครคือผู้ชาย ใครคือผู้หญิง?”

ไม่มีใครต้องเป็นผู้หญิงเลยจ้า

สองคนเป็นผู้ชายได้ สองคนแมนได้ สองคนหวานได้ สองคนเป็นผู้นำได้ สองคนอ่อนโยนได้ และสิ่งเหล่านั้นไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับว่าพวกเขามีเซ็กส์กันแบบไหน

แล้วไอเดียว่า “รับ = อ่อนแอ” มาจากไหน?

นี่คือส่วนที่เราว่าแม่งน่าสนใจมาก หลายครั้งคนไม่ได้แค่เดาว่าใครรับ แต่ยังเอาคำว่า “รับ” ไปผูกกับความเป็นฝ่ายหญิง ความอ่อนแอ ความนุ่มนิ่ม ความยอม หรือสถานะที่ต่ำกว่า ตรงนี้แหละที่ความคิดเรื่องเพศแบบเก่ามาก ๆ แอบกลับเข้ามา

คนสอดใส่ = มีอำนาจ
คนถูกสอดใส่ = อ่อนแอกว่า

ลองถามตัวเองดี ๆ ว่าความคิดนั้นมาจากไหน ทำไมการถูกสอดใส่ถึงถูกมองว่าเสียอำนาจ? ทำไมสิ่งที่เรามองว่า “เป็นฝ่ายหญิง” ถึงถูกตีความว่าอ่อนแอกว่า?

สุดท้ายมันไม่ได้ดูถูกแค่เกย์หรือคนที่เป็นรับด้วยซ้ำ แต่มันลากกลับไปถึงแนวคิดเก่า ๆ ที่วางความเป็นชายไว้สูงกว่า แล้วมองความเป็นหญิงหรือความนุ่มนวลว่าเป็นสิ่งที่ด้อยกว่า เปลี่ยนธงเป็นสีรุ้งแล้ว ไม่ได้แปลว่าความคิดข้างในจะก้าวหน้าตามไปด้วยเสมอไป

แล้วซีรีส์วายก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้หนักกว่าเดิม

อันนี้เราพูดในฐานะคนทำงานกับสื่อและเรื่องเล่าด้วยเลย ซีรีส์วายจำนวนไม่น้อยชอบสร้างตัวละครด้วยสูตรสำเร็จแบบ คนหนึ่งสูงกว่า ตัวใหญ่กว่า เงียบ ขรึม ปกป้องเก่ง = พระเอก = รุก ส่วนอีกคนตัวเล็กกว่า หน้าหวานกว่า ร่าเริง งอนเก่ง น่ารัก = นายเอก = รับ

ถ้าเป็นแค่ภาษาของตัวละครเรื่องหนึ่งมันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอเราเห็นสูตรนี้ซ้ำเป็นร้อยเรื่อง มันเริ่มสร้างภาพจำว่า นี่คือธรรมชาติของคู่เกย์ จากนั้นความคิดนั้นก็ไหลออกจากจอไปสู่คนจริง

“คนนี้รุกแน่นอน” “ไม่ ๆ อีกคนต่างหาก” “ดูจากสายตาก็รู้” “ดูจากวิธีเดินก็รู้”

ขอโทษนะ ดูจากวิธีเดินแล้วรู้ชีวิตเซ็กส์คนอื่นได้ด้วยเหรอวะ?

นี่ไม่ใช่พลังพิเศษจาก Marvel เรากำลังพูดถึงมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครที่คนเขียนบทสร้างมาเพื่อให้คนดูถอดรหัส

นักแสดงที่เล่นเป็นรุกในซีรีส์ไม่ได้เซ็นสัญญาว่าชีวิตจริงต้องรุก นักแสดงที่เล่นเป็นรับไม่ได้มีหน้าที่ประกาศให้แฟนคลับรู้ว่าตัวเองมีเซ็กส์แบบไหน

Character ไม่ใช่ Sexual History — แยกให้ออก

แล้วอย่าเอาคำว่า “แฟนคลับ” มาเป็นใบอนุญาตให้เสือก

อีกอย่างที่เราเจอบ่อยคือ “ก็เป็นแฟนคลับ เลยอยากรู้” เป็นแฟนคลับแล้วไง? การชอบผลงานใครไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตเขา

ซื้อบัตรแฟนมีตไม่ได้แถมสิทธิ์ถามชีวิตเซ็กส์ ซื้ออัลบั้มไม่ได้แถมสิทธิ์ถามว่าเขานอนกับใคร ดูซีรีส์ครบ 12 ตอนก็ไม่ได้ปลดล็อก Achievement ใหม่ว่า

Congratulations! You may now ask the actor whether he is a top or bottom.

ไม่จ้า ยังเสือกเหมือนเดิม

แล้วคนที่ดูแมนมากก็อาจเป็นรับ แล้วไง?

คนที่ดูแมนมากอาจเป็นรับ คนตัวใหญ่ก็อาจเป็นรับ คนกล้ามแน่นก็อาจเป็นรับ คนเสียงเข้มก็อาจเป็นรับ คนหน้าหวานอาจเป็นรุก คนตัวเล็กอาจเป็นรุก บางคนสลับ บางคนไม่ใช้คำพวกนี้เลย บางคนเปลี่ยนไปตามคู่ บางคนไม่อยากบอก และบางคนอาจไม่มีเพศสัมพันธ์ด้วยซ้ำ

แล้วไงต่อ? ไม่มีข้อมูลไหนในนั้นทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเลย

รุกหรือรับไม่ใช่บุคลิก ไม่ใช่คุณธรรม ไม่ใช่ระดับความเป็นชาย และไม่ใช่คุณค่าของมนุษย์

“ก็ถามเล่น ๆ เอง” ไม่ได้ทำให้คำถามส่วนตัวน้อยลง

คำว่า “แค่ถามเล่น ๆ” เป็นหนึ่งในข้ออ้างที่เราไม่ค่อยเข้าใจ เพราะถ้าอีกฝ่ายไม่อยากตอบ ต่อให้เราถามด้วยเสียงน่ารักแค่ไหน มันก็ยังเป็นคำถามส่วนตัวอยู่ดี

เราสามารถถามได้ทุกอย่างในโลกก็จริง แต่คนโตแล้วควรรู้ด้วยว่า ไม่ใช่ทุกคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวจำเป็นต้องออกจากปาก

ก่อนถาม ลองถามตัวเองก่อนสองคำถาม

ก่อนจะถามใครว่า “รุกหรือรับ?” ลองหยุดหนึ่งวินาทีแล้วถามตัวเองว่า

ทำไมเราถึงคิดว่าเราจำเป็นต้องรู้?

ถ้าคำตอบเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ หรือจากรับเป็นรุก เราจะมองคนคนนี้ต่างออกไปไหม?

ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นแหละที่น่าสนใจกว่าตำแหน่งบนเตียงของเขาเสียอีก เพราะบางทีสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบอาจไม่ใช่ชีวิตเซ็กส์ของคนอื่น แต่เป็น กรอบความคิดของเราเอง

สุดท้ายแล้ว รุกหรือรับก็ไม่ใช่เรื่องของเราจนกว่าเจ้าตัวจะอยากให้เป็นเรื่องของเรา

เราไม่ได้ต้องรู้ว่าใครรุกหรือรับเพื่อเคารพเขา เราไม่ได้ต้องรู้ว่าเขามีเซ็กส์แบบไหนถึงจะสนับสนุนผลงานเขาได้ เราไม่ได้ต้องรู้ว่าใครทำอะไรกับใครบนเตียง ถึงจะยอมรับว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ถ้าเจ้าตัวอยากเล่า เขาจะเล่าเอง ถ้าเขาไม่เล่า ก็จบ

ความหลากหลายทางเพศไม่ได้หมายความว่าชีวิตของคน LGBTQ+ เป็นนิทรรศการสาธารณะที่ทุกคนเดินเข้ามาเปิดดูได้ทุกห้อง

บางห้องเขาเปิดให้ดู บางห้องเขาปิดประตู และเมื่อประตูปิด หน้าที่ของเราไม่ได้คือแอบมองผ่านรูกุญแจ หน้าที่ของเราคือ เดินผ่านไปแล้วใช้ชีวิตของตัวเอง

เพราะเอาจริง ๆ นะ ถ้าเราต้องรู้ให้ได้ว่าใครรุก ใครรับ ก่อนจะรู้ว่าจะมองเขายังไง

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเป็นรุกหรือรับเลย

ปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ทำไมเราถึงเอาตำแหน่งบนเตียงของคนอื่นมาเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบไหนตั้งแต่แรก


Aam Anusorn Soisa-ngim

Aam Anusorn is an independent filmmaker and storyteller with a decade of experience in the industry. As the founder and CEO of Commetive By Aam, he has directed and produced several acclaimed films and series, including the popular "Till The World Ends" and "#2moons2." Known for his creative vision and determination, Aam prefers crafting original stories that push the boundaries of traditional genres, particularly in the BL and LGBTQ+ spaces. Despite the challenges and pressures of working in a competitive field, Aam’s passion for storytelling drives him to explore new ideas and bring unique narratives to life. His work has garnered recognition and support from prestigious platforms, including the Tokyo Gap Financial Market. Aam continues to inspire audiences with his innovative approach to filmmaking, always staying true to his belief in the power of original, heartfelt stories.

https://Commetivebyaam.com
Previous
Previous

3 อัลบั้มป๊อปที่เริ่ดที่สุด จาก 3 นักร้องหญิง ใน 3 ทศวรรษ

Next
Next

เราทดลองหารายได้จาก Facebook จริงจัง แล้วผลลัพธ์คือ…